君子求诸己,小人求诸人
(What the superior man seeks is in himself; what the small man seeks is in others.)
孔子
Chinese philosopher

จากเส้นทางชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ..สู่เส้นทางสายมะเร็ง..ถึงแนวทางชีวจิต - เว็บบอร์ดฟอร์รันเนอร์

F009073
จากเส้นทางชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ..สู่เส้นทางสายมะเร็ง..ถึงแนวทางชีวจิต
วิถีชีวิตของคนเราส่วนมากเมื่อครั้งยังเยาว์วัยก็จะเป็น
ไปตามแนวโน้มของสังคมในครอบครัวและเรื่องวิถีชีวิตส่วนใหญ่ 
 ที่สำคัญในครอบครัวก็คือเรื่องกิน ส่วนมากกำหนดโดยหัวหน้าครอบครัว
หรือแม่บ้าน และเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยทำงาน ก็จะมีสังคมในการดำเนินชีวิต
ที่เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งซึ่งวิถีชีวิตก็อาจจะเปลี่ยนแปลง
ไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะมีวิถีชีวิตแบบไหน
หรือชอบใช้วิถีชีวิตแบบไหน แตกต่างกันไปหลากหลาย....  
หลาย ๆ สิ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย..และหลาย ๆ สิ่ง ไม่ใช่เรื่องยาก.... 
เพียงแต่...ความคิดของคนเรา บางท่านมีความคิดที่เต็มไปด้วยอัตตา 
และบางท่านก็มีความคิดที่เต็มไปด้วยเหตุผลและหลักการ(ของตัวเอง)
ที่ค่อนข้างจะปิด เป็นที่ตั้ง....ส่วนบางท่านก็เปิดกว้างที่จะฟังและเข้าใจ
สุดแท้แต่ละท่านจะมีความคิดเป็นแบบไหน ส่วนมากก็จะยึดติด
อยู่ที่ความ  อยากได้   อยากมี   และอยากเป็น 

 แต่สำหรับกับความคิดที่เป็นไปเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ 
จะต้องเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ อย่างเข้าใจผู้อื่นและ
พร้อมที่จะรับฟังทุกเหตุผลผู้อื่น ด้วยจิตเมตตา และให้อภัย 
เหล่านี้ใช้กับการดูแลสุขภาพเป็นความคิดที่อิงอยู่กับธรรมะ 
หรือธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากความคิดที่กล่าวข้างต้น...
....
152
@@ สูตรอาหารแนวชีวจิตนั้นประกอบด้วย...@@ 


1. กลุ่มแรก คืออาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว 
เช่นข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพดก็จะเป็นข้าวโพด
ทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก ถ้าเป็นแป้งขนมปังก็เป็นขนมปัง 
โฮลวีท Whole Wheat ทำจากข้าวสาลี ถ้าจะให้แป้งเป็น
กลุ่มของ Complex คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้น
ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วยก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง และฟักทองลงไป 
ปริมาณอาหารประเภทนี้เป็น 50 ของอาหารแต่ละมื้อ 


2. กลุมที่สอง ผัก ใช้ทั้งผักดิบและสุกอย่างละครึ่ง 
ไม่ว่าจะทำเป็นสลัดผักสดหรือทำเป็นผักสุกจิ้มน้ำพริก 
ถ้าต้องซื้อผักจากตลาดพยายามเลือกผักที่ปลอดสารพิษ 
ถ้าไม่แน่ใจให้ล้างผ่านน้ำหรือแช่น้ำส้มสายชูสัก 1-2 ชั่วโมง
ก็จะช่วยล้างสารพิษได้ ปริมาณของผักแต่ละมื้อประมาณ 25% 


3. กลุ่มที่สาม ถั่วต่าง ๆ อยู่ในประเภทโปรตีน เช่นถั่วเหลือง 
ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง และผลิตผลจากถั่วเช่นโปรตีนเกษตร 
นอกจากนี้จะใช้โปรตีนจากสัตว์ได้เป็นครั้งคราวคือปลา
และอาหารทะเลได้อาทิตย์ละสองครั้งปริมาณ 15 ของแต่ละมื้อ 
4. กลุ่มที่สี่ เบ็ดเตล็ด ประเภทของกินเล่น เช่นซุปก็เป็นมิโซะซุบ 
สิ่งที่กินได้ประจำคือสาหร่ายทะเล งาสด และงาคั่วเมล็ดถั่วกินเล่น 
เช่นถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ผลไม้สดซึ่งควรเป็นผลไม้สีเขียว
ที่ไม่หวานเช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทรา มะละกอ กลุ่มนี้กินประมาณ 10 ของแต่ละมื้อ 
5. อาหารที่ควรงดได้แก่เนื้อสัตว์ เช่น หมู เนื้อวัว เป็ดไก่ ฯลฯ 
งดน้ำตาลขาวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม
ที่ผลิตจากน้ำตาล เช่นฝอยทอง เค๊ก ไอศกรีม และน้ำหวานต่าง ๆ 
งดอาหารรสมันที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ ของทอด 
งดแป้งขาวทุกชนิด เช่นข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว 
ไขมันเลวคือไขมันอิ่มตัว ได้แก่ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม กะทิ 


ที่มา ชมรมชีวจิต กระบองดอทคอม 

โดย ดร. สาทิส อินทรกำแหง 
                                                
(125.27.207.20)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
17 ม.ค. 56 22:08
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า, suwimol, Tik_copy, เงาะ
153
ขอบพระคุณค่ะ
(1.1.182.53)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
18 ม.ค. 56 23:19
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
154
ถนนสายมะเร็ง...

  น้ำ R.C. ย่อมาจาก Rejuvenating Concoction  

Rejuvenating แปลว่ากระปรี้กระเปร่า เป็นหนุ่มเป็นสาว 

Concoction แปลว่า เครื่องดื่มที่ปรุงขึ้นหรือยา 

 คุณหรือเปล่าที่ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง รู้สึกเพลียบ่อย ๆ 
โดยหาสาเหตุไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงตอนสาย ๆ บ่าย ๆ และ
ไม่ใช่เพลียอย่างเดียว อารมณ์ก็หงุดหงิด เบื่อไปหมดทุกอย่าง 
(ลองสังเกตุตัวเองดี ๆ นะครับ) แล้วคุณก็แก้ด้วยการซดกาแฟเข้ม ๆ 
เข้าไปฉับพลันก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่ก็เพียงไม่กี่ชั่วโมง
หลังจากกาแฟหมดฤทธิ์อาการเก่าก็กลับมาอีก อาการที่ว่านี้
แท้จริงเป็นอาการของน้ำตาลในเลือดตกนั่นเอง.... 


ชีวจิตมีวิธีแก้ ด้วยการแนะนำให้ดื่มน้ำ อาร์.ซี. เพราะว่าน้ำอาร์.ซี.
เป็นเครื่องดื่มที่ทำให้กระปรี้กระเปร่าช่วยแก้อาการอ่อนเพลียด้วย 
เพราะมีส่วนประกอบของกลูโคส(น้ำตาล) DNAและRNA จากธรรมชาติ
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียได้จึงเหมาะกับทุก ๆ คนควรดื่มเวลาตื่นนอน
ตอนเช้า และเวลาท้องว่างสามารถดื่มได้ทั้งวัน ครั้งละหนึ่งถ้วยกาแฟ 
หรือค่อนแก้ว และถ้าจะให้ดีเติมงาดำบดและจมูกข้าวสาลีลงไปด้วย
เป็นการเพิ่มคุณค่าขึ้นไปอีก.... 



@@ วิธีทำน้ำ อาร์.ซี.... @@ 


>>> น้ำ R.C. ประกอบไปด้วยข้าว ชนิด แบ่งออกเป็น... 


ข้าวเปลือกแข็งมี ชนิด ได้แก่ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ 
ข้าวฟ่าง ลูกเดือย และลูกบัว (เม็ด บัว) 

ข้าวเปลือกแข็งปานกลาง มี ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง 
ข้าวเหนียวกล้อง ข้าวกล้องมันปู 

ข้าวโอ๊ต 


@@ วิธีต้มน้ำ R.C. @@ 


ให้นำข้าวเปลือกแข็ง ทั้ง ชนิด อย่างละหนึ่งกำมือ 
เติมน้ำลงไป 1.5 ลิตรต้มจนเดือด พอเดือดแล้วก็.... 
ให้เติมข้าวเปลือกแข็งปานกลาง ทั้ง ชนิด อย่างละสองกำมือ 
ลงไปทันที และรอจนเดือดอีก...แล้ว... 
ให้เติมข้าวโอ๊ตหนึ่งกำมือ แล้วปิดไฟทันที ปล่อยให้ข้าวนั้น
นอนก้นเสียก่อน แล้วรินเอาแต่น้ำใส่กระติกน้ำร้อนเก็บไว้ดื่มได้ทั้งวัน 
หากจะเพิ่มคุณค่าของน้ำ R.C.ก็ให้เติมจมูกข้าวสาลี และงาดำบด
ลงไปด้วยก็จะได้น้ำ R.C. ที่มีคุณค่าและมีกลิ่นหอม 

ส่วนข้าวที่เหลือจาการต้มน้ำอาร์. ซี. นั้นก็นำมาใส่หม้อหุงข้าว
แล้วเติมน้ำอีกนิดหน่อยก็จะได้ข้าว อาร์.ซี.ที่กินอร่อยอย่างมีคุณค่า... 


ที่มา ชมรมชีวจิต 

โดย ดร.สาทิส อินทรกำแหง 
                                         
(125.27.206.94)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
29 ม.ค. 56 21:26
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol, Tik_copy, เงาะ
155
  ถนนสายมะเร็ง...

@@ เอ็นไซม์ Enzyme @@ 

      คือตัวตั้งต้น เอ็นไซม์ มีหน้าที่กระตุ้นหรือเริ่มต้นให้วงจร
หรือระบบต่าง ๆ ของชีวิตทำงาน การทำงานของระบบต่าง ๆ 
ของชีวิตนั้น ก็เพื่อจุดประสงค์สองประการ
 
        ประการแรก เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตนั้น 
หรือถ้าอันตรายเกิดขึ้นแล้ว ก็ป้องกันไม่ให้อันตรายนั้นลุกลาม 
หรือร้ายแรงยิ่งขึ้น
 
        ประการที่สอง เอ็นไซม์จะทำหน้าที่ส่งเสริมหรือบำรุง
ให้ระบบต่าง ๆ ของชีวิตทำงานได้ดีขึ้นหรือง่ายขึ้น
 
         ธรรมชาติของเอ็นไซม์นั้นตายง่าย หรือเสียง่ายมาก
โดยการ ถูกเอ็นไซม์ตัวอื่น ๆ กดและทำลาย ตัวอย่างเช่น
ถ้าจะดื่มน้ำเอ็นไซม์จากผักคื่นไช่ เราก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม 
บางคนไม่เข้าใจบอกว่ายุ่งยากไม่ต้องคั้นก็เอาใส่ปากเคี้ยวกินเฉย ๆ 
ง่ายดี หรือเอามาจิ้มน้ำพริกง่ายกว่ากันเยอะเลย ก็ต้องบอกว่า
ในปากและน้ำลายของเรามีเอ็นไซม์ตัวอื่นอยู่แล้ว เมื่อเราเคี้ยว
คื่นไช่ในปากเอ็นไซม์ในคื่นไช่ก็จะถูกเอ็นไซม์ในปากทำลายหมดไป
 
        เอ็นไซม์ถูกความร้อนไม่ได้ จะต้ม จะผัด จะลวกอย่างไร
ก็ไม่ได้ เอ็นไซม์ในผักจะตายหมด
 
        เอ็นไซถูกกระแสไฟฟ้า หรือกระแสแม่เหล็กไม่ได้ 
ถ้าใส่เครื่องปั่นไฟฟ้า เอ็นไซม์ จะตายหมด (แต่ถ้าใช้เครื่อง juicer 
ซึ่งแยกกากผักไปทาง แยกน้ำไปทาง อย่างนี้ใช้ได้)
 
        เอ็นไซม์เก็บไว้นานไม่ได้ อย่างมากไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมง 
เพราะเอ็นไซม์จะหมดฤทธิ์ จะให้ดีคั้นเสร็จแล้วดื่มทันทีเลยนะจ๊ะ.... 


@@ ประโยชน์ของน้ำเอ็นไซม์..มีมากมาย @@ 

       การคั้นน้ำเอ็นไซม์ใช้ผักหรือผลไม้ได้คราวละหนึ่งชนิดเท่านั้น
จะปนกันหลาย ๆ ชนิดไม่ได้..นะจะบอกให้ 

น้ำคั้นจากแครอท 
ช่วยในการล้างไขมันและช่วยการทำงานของตับ 

น้ำคั้นจากคื่นไช่ หรือเซเลอรี่ (คื่นไช่ฝรั่ง) 
ช่วยทำให้เลือดสะอาดขึ้น ช่วยในการเผาผลาญคอเลสเตอรอล 

น้ำคั้นจากรากบัวหลวง 
ช่วยในการหายใจและการทำงานของปอด ช่วยใน
ขบวนการเผาผลาญอาหารและพลังงานทำให้ดีขึ้น 

น้ำคั้นจากมะระ 
ช่วยในการฟอกเลือดและการทำงานของไต 

น้ำคั้นจากกระเทียม 
ช่วยในการฆ่าเชื้อโรค 

น้ำคั้นจากแคนตาลูปและแตงโม 
ช่วยในการทำงานของไต 

น้ำคั้นจากตำลึง 
ช่วยในการสมานแผลในกระเพาะอาหาร 


        เอ็นไซม์ในพืช คือผักและผลไม้ มีอยู่หลายชนิด
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง 
จึงไม่ควรดื่มน้ำคั้นชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน 
ควรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนชนิดบ้าง เพื่อให้ได้ประโยชน์หลากหลาย....ครับ



ที่มา ชมรมชีวจิต 


โดย ดร.สาทิส อินทรกำแหง 
                                           
(125.27.207.43)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
9 ก.พ. 56 15:19
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol, เงาะ, Tik_copy
156
ถนนสายมะเร็ง....

หลายต่อหลายครั้ง....หลายต่อหลายคน....
เมื่อรับรู้ถึงที่มาแห่งการที่ทำให้เกิดมีปัญหาสุขภาพ
ส่วนมากก็จะมีคำตอบอยู่ในใจทุก ๆ คน  
บางคนก็มีคำตอบว่าทำไมฉันจะต้องเข้มงวดกับตัวเองมากมาย
เพื่ออะไรเพราะฉันไม่ได้ป่วย ฉันยังแข็งแรง
ฉันสามารถวิ่งออกสนามได้ทุกอาทิตย์และทุกวันด้วยซ้ำไป
เมื่อคิดได้เสร็จสรรพก็ตอบโจทย์ตัวเองอย่างสะใจว่า
ฉันจะใช้จ่ายชีวิตและสุขภาพของฉันตามที่ฉันต้องการโดยไม่ใส่ใจกับวิถีชีวิต
สักเท่าไร  บางคนบอกว่าสนใจทำไมเครียดเปล่า ๆ ยุ่งยากมากเรื่อง


แต่จะมีใครสักคนที่จะฉุกคิดขึ้นมาบ้างว่า  หลังจาก
ความรุ่งโรจน์แห่งชีวิตและสุขภาพผ่านเลยไปแล้ว
อยู่มาวันหนึ่งความร่วงโรยของสุขภาพที่ต้องเป็น
ไปตามธรรมชาติเข้ามาเยือน บวกกับสารพัดอย่าง
ที่ได้สะสมเข้ามาในร่างกาย เมื่อครั้งที่ยังแข็งแกร่งและร่างกาย
ไม่สามารถกำจัดได้หมดก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์เกิดขึ้นกับตัวเอง
แบบทยอยกันเข้ามา  บางคนที่มีภูมิต้านทานที่ดี
ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่บางคนพอร่างกาย
พบกับความถดถอยแล้ว ก็จะถอยชนิดกู่ไม่กลับเลย
อย่าคิดว่าการออกกำลังกายอย่างเดียวจะสามารถพิชิตโรค
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หันมาดูแลใสใจสุขภาพตัวเอง
ให้มากกว่าที่เป็นแล้วคุณจะมีสุขภาพดีที่ยั่งยืนยาวนาน....
เรื่องธรรมดา ๆ ..ที่ไม่ธรรมดาเสมอไป
ครับ....เข้ามาทักทายและห่วงใยในสุขภาพทุก ๆ ท่านครับ   
(182.52.146.186)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
2 มี.ค. 56 13:50
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า, เงาะ, Tik_copy
158
ขอขอบคุณ คุณBushra ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในกระทู้นี้ครับ
และเห็นว่าเรื่องราวที่ผมได้นำเสนอนี้เป็นประโยชน์
สำหรับผมแล้ว ผมหวังเพียงเพื่อช่วยชีวิตคนได้สักคนเดียว
ผมก็ถือว่าได้ประโยชน์อย่างมหาศาลแล้วครับ...
(182.52.147.102)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
14 มี.ค. 56 21:16
ความเห็นนี้ถูกใจ Tik_copy
159
ชีวิต มิตรภาพ อาบด้วยไมตรีที่มีต่อกัลยาณมิตร ด้วยจิตที่ขอบคุณ คอยหนุนเนื่องในยามทุกข์ ช่วยกันปลุกกำลังใจ ให้ก้าวไปไม่หดหู่ ให้ต่อสู้และฟันฝ่า ทุกข์หนักหนาให้สิ้นไป และลมหายใจนั้นยังคง จิตมุ่งตรงไปข้างหน้าพร้อมเมตตาและอภัยออกจากใจให้สัมฤทธิ์ด้วยดวงจิตและวิญญาน กำหนดจากปราณด้วยสติ เพื่อให้ผลิผุดผ่อง ให้น่ามองไปทุกหน   ขอให้สิ่งมงคลมีกับทุกคนด้วยเทอญ
(182.52.148.77)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
17 เม.ย. 56 18:01 (แก้ไขครั้งล่าสุด 17 เม.ย. 56 18:30 แก้ไขทั้งสิ้น 2 ครั้ง)
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า
160
ขอบคุณ  ภาพประกอบบทกวี  ฝีมือ  ท่านแสงชัย  เตชะสถาพร



(101.108.182.175)
ตราบแสงเงินแสงทองยังส่องฟ้า....ตราบแสงรุ่งสุริยาประดับสรวง....ตราบอาทิตย์ทาบทอลออดวง....คงเหนี่ยวนำน้อมหน่วงรังสีชัย
19 เม.ย. 56 21:26
161
กิ  กิ...

(101.108.187.24)
ตราบแสงเงินแสงทองยังส่องฟ้า....ตราบแสงรุ่งสุริยาประดับสรวง....ตราบอาทิตย์ทาบทอลออดวง....คงเหนี่ยวนำน้อมหน่วงรังสีชัย
20 เม.ย. 56 10:03
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
162
อะนะ...กิ  กิ...
(101.108.187.24)
ตราบแสงเงินแสงทองยังส่องฟ้า....ตราบแสงรุ่งสุริยาประดับสรวง....ตราบอาทิตย์ทาบทอลออดวง....คงเหนี่ยวนำน้อมหน่วงรังสีชัย
20 เม.ย. 56 10:18
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
163
วันนี้  พค. 2556 ได้เจอกระทู้ ของคุณภูมิชีวิต ได้อ่านจาก กระทู้ ถึง 162 รวดเดียว รู้สึกทึ่ง ในการสู้ชีวิต สู้โรคของคุณภูมิเป็นอย่างยิ่ง มีหลายอย่างที่ผมจะได้นำไปปฏิบัติ ในการครองชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไป อย่างระมัดระวังเพิ่มขึ้น ผมเอง อาจจะเกิดมาโชคดี ที่ ไม่เจอ(อาจจะยังไม่เจอ)กับโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงอย่างกับคุณ ภูมิชีวิต เลยใช้ชีวิต ตามสบาย ไม่ได้ระมัดระวังในการดำรงชีวิตอยู่ เท่าไหร่นัก อาศัยเพียง ออกกำลังกายมาตลอด ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนถึงปัจจุบัน(ย่าง 70 ปี) เหล้ายามีบ้างเล็กน้อย บางช่วงเวลาของชีวิต อยู่อย่างสัมถะ และปัจจุบัน ต้องอยู่คนเดียว เพราะไม่อยากไปอยู่กับลูก ที่ กทม. ร่างกายยังสบาย แข็งแรงดี พอสมควร ยังออกกำลังกายโดยการวิ่งอยู่เสมอมิได้ขาด เมื่อได้อ่าน เรื่องของคุณภูมิ ก็ทำให้รู้สึก ได้ว่า เราประมาทในการดำรงชีวิตอยู่อีกมาก จึงถือโอกาสนี้ขอบคุณ  คุณภูมิชีวิต ที่ได้ถ่ายทอดการต่อสู้โรค ให้ได้อ่าน ได้รู้ อย่างได้รสชาต และชวนติดตาม เหมือนนักเขียน สารคดี อาชีพ คนหนึ่ง
  ขอให้คุณ ภูมิชีวิต มีความสุข แข็งแกร่ง ตลอดไป อีกตราบนานแสนนาน ครับ
เจิมศักดิ์ ภริตานนท์
(223.207.187.217)
6 พ.ค. 56 13:18
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต, ท้ายแถว
164
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ที่คุณเจิมศักดิ์ ภริตานนท์
ได้ให้ความสนใจในเรื่องราวของสุขภาพที่ผมได้นำเสนอไว้
ครับ  สิ่งที่ผมมองเห็นจากคุณเจิมศักดิ์ฯ ได้อย่างหนึ่ง
ก็คือความไม่ประมาทในการที่จะเริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพ
อย่างรอบครอบ และรอบด้านครับ  และอย่างที่ผมเคยพูด
ไว้แล้วว่าการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่สามารถจะ
ป้องกันโรคได้ร้อยเปอร์เซนต์  จะต้องมีเรื่องของวิถี
ชีวิตประจำวันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างลงตัวไม่ว่า
จะเป็นเรื่องของอาหารการกิน นอน พักผ่อน 
และออกกำลังกาย อย่างสมดุลย์ จึงจะสามารถ
ทำให้ระบบของร่างกายแข็งแรงและสามารถ
มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงต่อต้านกับโรคภัยไข้เจ็บได้ครับ...


และผมขอขอบคุณสำหรับคำอวยพรที่คุณเจิมศักดิ์ฯ
กรุณาให้ผมครับและผมเองมีความตั้งใจจริงที่อยากจะช่วย
ผู้ที่สนใจและต้องการปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ผมนำเสนอมานี้ครับ
หากแนวทางนี้ ได้ประโยชน์กับใครสักคนหนึ่ง เท่านี้
ผมก็รู้สึกยินดีมากแล้วครับ
(118.173.82.63)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
21 พ.ค. 56 21:51
ความเห็นนี้ถูกใจ ท้ายแถว, ตะวันฉาย
165
เชิญอวยชัย  ภูมิชีวิต  มิตรแสนดี



(182.52.160.8)
ตราบแสงเงินแสงทองยังส่องฟ้า....ตราบแสงรุ่งสุริยาประดับสรวง....ตราบอาทิตย์ทาบทอลออดวง....คงเหนี่ยวนำน้อมหน่วงรังสีชัย
9 มิ.ย. 56 15:52
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
166
เรียนคุณภูมิชีวิต...และสวัสดีค่ะพี่ๆ เพื่อนๆ ที่รักสุขภาพทุกท่าน ดิฉันได้แวะเวียนมาอ่านกระูทู้นี้อยู่บ่อยๆ เพื่อทบทวนความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวหนีจากโรคร้าย และเพื่อให้สุขภาพดี ตามที่เจ้าของกระทู้ตั้งใจไ้ว้ และต้องขอขอบคุณ...คุณภูมิชีิวิตเป็นอย่า่งสูงที่กรุณา มาตั้งกระทู้นี้เพราะดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาสุขภาพ และได้รับความรู้ คำแนะนำ รู้จักการทำดีท๊อกซ์ และกล้าทำดีท๊อกซ์ในกระทู้นี้  โดยคุณภูมิชีวิตได้กรุณาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำจึงทำให้ดิฉันกล้าที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของตัวเองที่เคยกินมาทั้งชีวิต 50 ปี โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินใหม่โดยสิ้นเชิง  จนในตอนนี้ดิฉันเองมีความรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพดี่ขึ้นจากเดิมมากๆ เลยค่ะ

และวันนี้ดิฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมคนป่วยด้วยโรคมะเร็ง ..แล้วรู้สึกสงสารมาก จึงทำให้ดิฉันมีกำลังใจที่จะต่อสู้โรคต่อไป..ขอบคุณค่ะ  
  
(1.1.176.136)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
5 ธ.ค. 56 22:14
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
167
ผมยินดีและดีใจมากครับที่อาจารย์ได้รับ
อานิสงส์ในการปฏิบัติตัวตามแนวทางนี้ครับ
และยินดีกับการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง
สิ่งที่อาจารย์ปฏิบัติ...ผลที่ได้รับเป็นคำตอบที่
อาจารย์ไม่ต้องไปถามจากใครเลย...อาจารย์
สามารถรับรู้คำตอบได้ด้วยตัวของอาจารย์เองครับ
และผมขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ด้วยนะครับ



เส้นทางแห่งชีวิต.....ที่คิดจะเดินออกมาจาก
เส้นทางสายมะเร็ง....

การเป็นมะเร็งไม่ใช่เรื่องยาก...แต่การที่จะต้อง
เอาชีวิตให้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งแล้ว นี่สิ...
มันยากเหลือหลาย....การรักษาตัวนั้น
ถึงแม้จะหยุดยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
และไม่มีคำว่าหายจากโรค...อีกทั้งไม่มีคำว่าไม่
สูญเสียระบบต่าง ๆ ในร่างกายหรือแม้กระทั่ง 
อวัยวะบางส่วนของร่างกาย หรืออวัยวะ 
หลาย ๆ อย่างในร่างกาย ต้องถูกเซ่นสังเวยให้กับ
มะเร็งโดยไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด และ
บางครั้ง ไม่สามารถจะเรียกอวัยวะส่วนที่เสียไปแล้วนั้น
กลับคืนมาให้เป็นปกติดังเดิมได้....ถึงแม้จะปรับเปลี่ยน
มาใช้แนวทางธรรมชาติแล้วก็ตาม แต่อวัยวะที่สูญเสีย
ไปกับการที่ต้องเข้ากระบวนการรักษานั้นบางอย่าง
ไม่สามารถเรียกคืนได้ดังเดิม และถึงแม้อวัยวะบางอย่าง
ยังไม่ถึงกับสูญเสีย หรือเสียหาย แต่การ
ที่จะกลับมาใช้ได้ดังเดิมนั้น...เป็นไปแทบไม่ได้เลย
ปัญหาหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ของการที่ไม่ประสบ
ผลสำเร็จในการรักษาตัวเองก็คือ มุมมอง...ความคิด...
ความเข้าใจ....และที่สำคัญคือศรัทธาอย่างมีสติ
อุปสรรคที่จะทำให้ไม่สำเร็จก็คือ ความไม่มีความเชื่อมั่น
ในตัวเอง ความคิดในลักษณะอคติ ในสิ่งที่ตัวเอง
ไม่ศรัทธา และดูแคลน การใช้วิถีชีวิตในแนวทาง
แห่งธรรมชาติ  อย่าลืมว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่เป็นคุณ
แก่ผู้ที่เข้าถึงและเข้าใจหากเรามีเวลาให้กับ สติ 
ทำให้สงบ และจะพบกับคำว่าสว่าง
ตามหลักของธรรมะ...ที่ควบคู่ไปกับธรรมชาติ
และขอให้ตระหนักไว้เสมอว่าธรรมชาติป็นผู้ให้ชีวิต
จงใช้ชีวิตให้กล้ชิดธรรมชาติ...แล้วโอกาสที่เราจะพบ
กับการมีสุขภาพที่ดีนั้น....อยู่แค่เอื้อมเองครับ
      
(182.52.53.223)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
14 ธ.ค. 56 15:34
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol
168
รักวิ่งจริงๆ
17 ธ.ค. 56 20:29 (แก้ไขครั้งล่าสุด 17 ธ.ค. 56 20:31 แก้ไขทั้งสิ้น 1 ครั้ง)
169
**ผมขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ด้วยนะครับ**

ต้องขอบพระคุณคุณภูมิชีวิตเป็นอย่างสูง ถ้าหากไม่มีคุณภูมิชีวิตดิฉันคงไม่มีวันนี้หรอกค่ะ  ขอขอบคุณมากมายจริงๆ นะค่ะ

**การรักษาตัวนั้น
ถึงแม้จะหยุดยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
และไม่มีคำว่าหายจากโรค...อีกทั้งไม่มีคำว่าไม่
สูญเสียระบบต่าง ๆ ในร่างกายหรือแม้กระทั่ง 
อวัยวะบางส่วนของร่างกาย หรืออวัยวะ 
หลาย ๆ อย่างในร่างกาย ต้องถูกเซ่นสังเวยให้กับ
มะเร็งโดยไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด และ
บางครั้ง ไม่สามารถจะเรียกอวัยวะส่วนที่เสียไปแล้วนั้น
กลับคืนมาให้เป็นปกติดังเดิมได้**

ดิฉันรู้เข้าใจว่าเราอาจจะหยุดเซลมะเร็งได้แต่ก็คงไม่หมดดังที่คุณภูมิชีวิตกล่าว ถึงแม้ดิฉันยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากหมอว่าเป็นมะเร็ง  แต่ดิฉันมั่นใจเหลือเกินว่าอีกไม่นาน จากอาการที่เป็อยู่คงหนีไม่พ้นแน่นอน  ซึ่งดิฉันเองก็ได้สูญเสียอวัยวะที่สำคัญ(มดลูก)ไปแล้ว โดยเสียครั้งละส่วนจากการผ่าตัด ครั้ง ด้วยโรคถุงน้ำในมดลูก ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพของดิฉันมาตลอดชีวิต
(1.1.162.106)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
17 ธ.ค. 56 20:32
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
170
สวัสดีครับ คุณภูมิชีวิต มารายงานตัวครับ มีคนฝากขอโทษด้วยครับที่ผิดคิว...55

ผมต้องขอขอบคุณด้วยที่คุณภูมิชีวิตได้กรุณา แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพให้พวกเราต้องมีสุขภาพดี  ตอนนี้ผมก็หันมาดูแลสุขภาพตามคนที่บ้านเหมือนกันครับ  กินข้าวกล้อง งดเนื้อสัตว์กินปลาแทน และทำดีท๊อกเดือนละ ครั้ง หลังจากที่ตอนแรกทำครบ 14 ครั้งแล้วก็มาทำอาทิตย์ละ ครั้ง ต่อมาก็เลยขอเหลือแค่ เดือนละ ครั้ง แต่ก็ไม่ลืมที่จะกินน้ำหมักก่อนอาหารทุกวัน ครับผม ตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าตนเองมีสุขภาพดี จากเมื่อก่อนผมมีอาการเจ็บท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตอนนี้ไม่มีครับ ทีแรกที่ผมหันมากินข้าวกล้อง และทำดีผมคิดว่าจะไม่มีแรงวิ่ง...แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่  ยังวิ่งได้เหมือนเดิมครับผม  ขอบคุณครับ
รักวิ่งจริงๆ
19 ธ.ค. 56 16:27
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
171
สวัสดีครับลุงหนุ่มดอยเต่า ผมดีใจครับที่ลุงหนุ่ม
ก็สนใจเรื่องสุขภาพครับ....และผมเห็นด้วย
กับการดูแลสุขภาพของลุงหนุ่มครับ...
คนเราพออายุเริ่มมากขึ้น การทำงานของ
ระบบในร่างกายก็ย่อมทำงานได้อย่างไม่
เต็มประสิทธิภาพ...และลดลงเป็นของธรรมดา
หลักการที่เราหันมาดูแลสุขภาพนี้ก็เพื่อ
คงความเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงไว้ให้นาน
ที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ การออกกำลังกาย
อย่างเดียวไม่สามารถจะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ
ได้อย่างเบ็ดเสร็จครับ ต้องมีองค์ประกอบ
ของการกินอาหารที่ถูกต้อง การนอน
อย่างถูกต้อง การทำงานและการพักผ่อน
อย่างถูกต้อง จึงจะครบองค์รวมของ
การมีสุขภาพที่ดีครับ...ทั้งหลายทั้งปวงนี้
ต้องยึดโยงอยู่กับธรรมชาติเป็นหลักครับ...
สังเกตุไม๊ว่ากับคนที่มีปัญหาสุขภาพเช่นมีก้อน
มีพังผืด เกิดขึ้นตามอวัยวะต่าง ๆ พอตรวจพบ
ก็ต้องทำการผ่าตัด พอผ่าตัดแล้วอยู่มาไม่นาน
ก็เกิดขึ้นอีกและต้องไปผ่าตัดออกอีกเป็นอย่างนี้
เรื่อยไป...บางคนมีคำถามอยู่ในใจว่าเอ๊ะเราก็
ออกกำลังกายทุกวันแล้วทำไมยังเป็นอยู่อีก
โดยที่เราไม่เคยลองย้อนคิดเลยว่า สิ่งผิดปกตินี้
มันเกิดจากวิถีชีวิตประจำวันของเรานี่เองที่
ทำให้ก้อนเนื้อหรือพังผืดมันเกิดขึ้น ซ้ำซาก
รวมทั้งอาการป่วยอย่างอื่นและไม่ว่า
จะรักษาอย่างไร มันก็ยังเกิดขึ้นอีก
เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ส่วนการผ่าตัดนั้น
สำหรับผมแล้วเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ
มากกว่าแต่ถ้าหากเราสามารถปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมการกินอาหารของเราได้ อัตราการ
เสี่ยงที่จะต้องเจ็บป่วยก็จะหมดไป...เพราะเราก็
จะมีระบบภูมิต้านทานหรือภูมิชีวิตที่แข็งแรง



สำหรับกับแนวคิดที่ลุงหนุ่มเคยคิดว่า
ปฏิบัติตัวตามแนวทางนี้แล้วจะทำให้
ไม่มีแรงนั้น ผมว่ากลับตรงกันข้ามดัวยซ้ำไป
เรื่องนี้ลองสอบถามอาจารย์สุวิมล น่าจะตอบ
ได้ดีนะครับ...
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
19 ธ.ค. 56 19:49
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า
172
**สิ่งผิดปกตินี้  มันเกิดจากวิถีชีวิตประจำวันของเรานี่เองที่
ทำให้ก้อนเนื้อหรือพังผืดมันเกิดขึ้น ซ้ำซากรวมทั้งอาการป่วยอย่างอื่นและไม่ว่าจะรักษาอย่างไร มันก็ยังเกิดขึ้นอีก** 

ข้อความส่วนนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นจริงค่ะ  คุณภูมิชีวิต 
ดิฉันอยากจะขออนุญาตเล่าประสบการณ์หรือเรื่องราวการเจ็บป่วยของดิฉันเผื่อว่า ถ้ามีเพื่อนๆ พี่ๆ หรือผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ หรืออาจมีอาการคล้ายอาการของดิฉัน ได้อ่านแล้วอาจจะทำให้มีข้อมูลประกอบการต้ดสินใจในรักษาสุขภาพของตนเอง  ขอบคุณค่ะ
(1.1.156.190)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
25 ธ.ค. 56 14:45
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
173
ถนนสายมะเร็ง....กับแค่ความคิดกลายเป็นพิษได้ไง...มะรุ้สิ
วิธีคิดป็นส่วนหนึ่งในองค์รวมของการปฏิบัติตัว
โดยใช้แนวทางธรรมชาติในการบำบัดรักษาตัวเอง...
กับความคิดที่เต็มไปด้วย...\"อคติ\"...และไม่ว่าความคิด
ที่เป็นอคตินั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบ
กับภูมิต้านทานของร่างกายทั้งสิ้นโดยเฉพาะผู้ป่วย
ที่เป็นมะเร็ง...ทางออกของการบำบัดอาการ อคติ นี้ได้
ง่ายดาย ก็โดยน้อมนำเอาหลักของธรรมะแบบง่าย ๆ 
ให้เข้ามาในจิตใจคือหลักของความเมตตา อภัย เข้าใจ
ผู้อื่น และที่สำคัญมากคือการรู้จักตัวเอง ความสำคัญ
ประการหนึ่งในการที่เราจะเข้าใจธรรมะได้นั้น ต้องเกิด
ขึ้นจากสำนึกโดยธรรมชาติก่อน ยิ่งบางท่านอาจจะ
พอรู้และเข้าใจนี่นับว่าเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งดี
เจตนารมณ์ในการฝึกให้ได้ก็เพื่อเป็นพลังส่วนหนึ่ง
ในการที่จะนำไปใช้เพื่อการบำบัดโรคร้ายให้ทุเลาลงได้
การที่เราสามารถรอบรู้ เก่ง หรือชำนาญ ในทางหนังสือ
อย่างเดียวไม่ได้เป็นคำตอบที่ใช่เสมอไปครับ...
การน้อมนำเข้ามาปฏิบัติด้วยตัวเองนั้น จะมีคำตอบ
ที่ชัดเจนแม่นยำกว่ามากมายครับ และเป็นบทเรียน
ที่ผู้ปฏิบัติได้ความรู้โดยไม่ต้องจำ...
คนเราเวลามี อคติ ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะคิดอย่างไร
ก็เป็นผลลบกับตัวเองทั้งสิ้น....เพราะสิ่งนี้จะก่อให้เกิด
มลภาวะทางอารมณ์สั่งสมมากเข้าก็กลายเป็นความเครียด
ที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกาย และยิ่งถ้าบวกกับ ทิฐิ 
เข้าไปด้วยแล้วละก็รับรองกู่ไม่กลับเลยครับ จะยิ่งส่งผล
กระทบกับตัวเองทั้งนั้น...คนเราพอเครียดก็ต้องลงที่ระบบ
ย่อยอาหาร และพาลกระทบเป็นลูกโซ่ บ้างก็เป็น
โรคฮิตมากคือกรดไหลย้อน บางคนเป็นมากทั้งแสบ
ท้องแน่นหน้าอกและล้นไปถึงลำคอก็มี นี่คือสิ่งที่
สามารถจะเกิดกับเราได้หากเราไม่สามารถจะปรับวิธีคิด
ให้เป็นคุณกับตัวเอง และยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าหากเรา
ปล่อยให้เจ้า อคติ นี้จมอยู่ในจิตใจเราโดยไม่กำจัดออกไป
ทุกครั้งที่ อคติเกิดขึ้นในใจเรา มันจะทำร้ายเราก่อน
เป็นอันดับแรก...และถ้าเราควบคุมไม่ได้ดีไม่ดี คนอื่น
อาจจะมีผลกระทบไปด้วย....ด้วยความปรารถนาดีครับ...

เนื่องในโอกาสที่ปีเก่ากำลังจะผ่านไปและปีใหม่กำลังจะมาแทนที่
ผมก็ขอสวัสดีปีเก่า....ต้อนรับปีใหม่...ขอมอบความสุขจากใจ
ให้กับคุณจรัลฯประธานชมรมฟอร์รันเนอร์ เฮียไช้ ประธานที่ปรึกษา
รวมถึงทีมงานฟอร์รันเนอร์ทุก ๆ ท่าน และสุดท้ายพี่น้อง
ชาวฟอร์รันเนอร์ทุกท่าน ขอให้มีความสุข สดชื่น สมหวัง
ตลอดทั้งปีและตลอดไปครับ
(182.52.53.118)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
31 ธ.ค. 56 17:28
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol
174
**ทางออกของการบำบัดอาการ อคติ นี้ได้ง่ายดาย**

ขอขอบคุณสำหรับทางออกแห่งอคตินี้ด้วยค่ะ  
ดิฉันเองก็เคยมีอคติในเรื่องการปฏิบัติตัวในแนวนี้เช่นเดียวกัน โดยเมื่อก่อนที่ยังไม่มีโรคใดๆ ก็เคยเห็นคนที่ปฏิบัติตัวในแนวนี้ดูแปลกๆ เหมือน กับคำว่า \"อะไรไม่เข้าพวก\" ประมาณนั้นค่ะ แต่พอดิฉันโชคดีมีโรคภัยจึงได้ซาบซึ้งในการปฏิบัติตัวเพื่อที่จะเดินออกจากเส้นทางสายมะเร็ง ..สู่แนวทางชีวจิต  การปฏิบัติในตอนแรกๆ ของดิฉันก็เป็นแบบไม่เข้าพวกเหมือนกันค่ะ ข้าวก็ทานไม่เหมือนเขา อาหารก็แตกต่างจึงเป็นอะไรไม่เข้าพวกจริงๆ ค่ะ แต่ดิฉันก็ไม่สนใจอะไร(พี่เลี้ยงสอนมาดี)เพราะคนอื่นเขาไม่ได้มีเซลล์ผิดปกติเหมือนเรา  ซึ่งอาการป่วยของดิฉันมันใช้เวลารักษามายาวนานมามากแล้วจากมดลูกจนถึงคอไม่มีที่จะต้องตัดอีกแล้วและตัวดิฉันไม่ต้องการที่จะกินยา หรือผ่าตัดอะไรอีก  พอปฏิบัติมา ปฏิบัติไปจนถึงทุกวันนี้ก็ถือเป็นวิถีชีวิตที่เป็นปกติ ชีวิตก็มีสุขดี   อ้อลืมบอกไปว่าการปฏิบัติตัวครั้งแรกไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปนะค่ะ ดิฉันเอาแบบหักดิบเลยค่ะ กาแฟที่เคยทานวันละ 1-2 แก้วหยุดโดยสิ้นเชิง ข้าวขัดขาว เนื้อสัตว์ น้ำหวาน และอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารแนวทางชีวจิตดิฉันหยุดโดยสิ้นเชิงค่ะ  ตอนนี้ไม่เหลือคำว่า “อคติ” อีกเลยค่ะ

และในโอกาสที่จะถึงปีใหม่นี้ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงมาดลบันดาลให้คุณภูมิชีวิตและครอบครัว จงประสพแต่ความสุข สวัสดีชั่วกาลนานด้วยเทอญ  สวัสดีค่ะ
(1.1.160.42)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
31 ธ.ค. 56 22:25 (แก้ไขครั้งล่าสุด 1 ม.ค. 57 10:15 แก้ไขทั้งสิ้น 2 ครั้ง)
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
175
ถนนสายมะเร็ง...ตับ...ตับตับตับ...ตับ
....ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจสักนิดก่อนว่าเป็นการคุยตาม
ประสาคนมีประสบการณ์ชีวิตไม่เกี่ยวกับเรื่องราว
ที่เป็นวิชาการใด ๆ นะครับ เพียงอยากให้รับรู้ว่าโอกาส
ที่เราสามารถช่วยเหลือ ดูแล ป้องกันชีวิตของเราเอง
ให้รอดพ้นจากความตายได้โดยวิถีแห่งธรรมชาติได้เช่นกัน...
ซึ่งนี่ก็เป็นทางออกของชีวิต...สำหรับผู้ที่หมดทาง
และมองหาแนวทางที่คิดว่าอาจจะช่วยให้มีความหวังครับ....
               ตับก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย 
และมีความสำคัญมากๆ รองมาจากหัวใจ คนเราถ้าหากว่า
ตับไม่ทำงาน หรือทำงานได้ไม่เป็นปรกติเมื่อไร...
ปัญหาใหญ่ย่อมเกิดตามมากับเจ้าของตับนั้นแน่นอน 
โดยเฉพาะตัวผมเองนั้นได้ประสบกับความจริงนี้มาแล้ว
ด้วยตัวของผมเองครับ และจากประสบการณ์นี้ ก็ทำให้ข่าวคราว
ของผมได้เป็นที่รู้จักของหลาย ๆ คน และเขาเหล่านั้นได้มีโอกาส
มาคุยกับผม ผมก็อดที่จะถามไม่ได้ว่าทราบข่าวคราวมาจากไหน
บางคนก็บอกว่ารายการ TV. บ้างก็บอกอ่านจากนิตยสาร 
และบ้างก็ทราบจาการสมัครเข้าคอร์สสุขภาพ แต่สิ่งที่น่า
เสียดายมากที่สุดคือ...เมื่อแรกเกิดปัญหาของตับ ร้อยทั้งร้อย
จะไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร เพราะอาการยังเป็นน้อย แต่หาก
ไม่ระวังสังเกตุแล้ว เจ้าตัวจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า
ตับของตัวเองกำลังเริ่มผิดปกติ และเก้าสิบกว่าเปอร์เซนต์
ก็จะปล่อยไปจนกระทั่งมีอาการรุนแรงถึงจะได้ไปตรวจ แต่พอไปตรวจ
บางคนถึงกับช็อกเพราะผลการตรวจกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย
วิธการง่าย ๆ พื้น ๆ ในการระวังป้องกันเรื่องตับก็คือการไปให้หมอ
ตรวจเลือดหาค่าเอ็นไซม์ตับ  การหาเชื้อไวรัสในตับ ไขมันในตับ
สำหรับตัวเราเองก็หมั่นสังเกตุอาการท้องอืดแน่นท้อง ตัวเหลือง
ตาเหลือง  อาการอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้ อาจจะเป็นสาเหตุ
ที่มาจากตับก็เป็นได้ คนที่เป็นโรคตับส่วนมากเป็นคนเครียดสูง
โมโหร้าย เจ้าอารมณ์ ........บางคนเมื่อผลการตรวจเกิดมีปัญหา
ว่าเป็นมะเร็งตับแล้ว  ส่วนมากโอกาสรอดชีวิต น้อยมาก แต่
ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของมะเร็งนั้นว่าอยู่ระยะไหน 
ถ้าเป็นระยะสาม ผมมองไม่เห็นทางรอดเลยครับ อาจจะมี
ชีวิตอยู่ได้ระยะหนึ่งครับ ช่วงเวลานั้นชีวิตก็จะอยู่ใน
กระบวนการรักษาของแผนปัจจุบัน ซึ่งก็รักษาไป
ตามหลักวิชาการครับ ส่วนผลลัพท์จะออกมายังไง
ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโรคว่ารุนแรงแค่ไหนครับ...
แล้วค่อยคุยกันต่อนะครับ
(182.52.52.146)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
9 ก.พ. 57 15:58
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า
176
 ถนนสายมะเร็งตับ.....
ผู้ที่มาคุยสอบถามปัญหาและเรื่องราวของการใช้แนวทาง
ของธรรมชาติในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองนี้.....
ส่วนมากทุกรายได้ผ่านการรักษาจากทางแผนปัจจุบันมาแล้วทั้งนั้น
ไม่มากก็น้อย...และมีอยู่รายหนึ่ง....เมื่อประมาณต้นปี 2553 ถ้าจำไม่ผิด 
มีบุรุษนิรนามคนหนึ่งโทรศัพท์มาหาผม เล่าที่มาที่ไปได้เบอร์โทร
ผมมายังไง แล้วรู้เรื่องประวัติการป่วยของผมอย่างพอสมควร
ที่สำคัญรู้ว่าผมมีปัญหาเคยจะต้องตายเพราะอาการตับแข็ง
ซึ่งผลมาจากการให้เคมีบำบัด...ทำให้ผมคิดทันทีว่า  คน ๆ นี้ 
สงสัยมีความตั้งใจจริง  พูดคล้าย ๆ กับว่าศรัทธาอะไรประมาณนั้น
พอชายนิรนามนั้นพูดจบ.....ผมเริ่มถามก่อนว่ามีธุระอะไรหรือครับ
จากนั้นชายนิรนามก็เริ่มเล่าเรื่องของตัวเอง....
ชายนิรนามบอกว่าผมมีก้อนที่ตับครับตอนนี้คลำที่หน้าท้อง
ด้านขวาแข็งมากครับ.....พอผมได้ยินแบบนี้
ความรู้สึกหนึ่งวูบเข้ามาทันทีเลยว่าอย่างนี้...นับถอยหลังได้เลย ทั้ง ๆ ที่
ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงคิดไว้ในใจ
แล้วผมก็ถามต่อ...ตอนนี้รักษาตัวยังไงครับ...ชายนิรนามบอกว่า
กำลังให้ทาง ร.พ.ตรวจรักษาอาการ...แล้วผลตรวจเป็นไงครับ  ผมถาม...
ชายนิรนามตอบว่าเป็นมะเร็งตับครับ ผมถามอีกว่าก้อนใหญ่ขนาดไหน....
ชายนิรนามตอบ 7X11 ซ.ม.ครับ แล้วชายนิรนามก็พยายามขอให้ผม
แนะแนวทางวิธีปฏิบัติตัวตามแนวทางชีวจิต ผมถามอีกว่าทำไมคุณไม่
ไปให้แพทย์ตรวจรักษาล่ะครับ  ชายนิรนามบอกว่าไปแล้วครับ แต่หมอ
จะต้องตัดชิ้นเนื้อที่ตับไปตรวจชายนิรนามไม่ยอม ผมถามว่าทำไมล่ะ
ชายนิรนามบอกว่าผมกลัวมะเร็งลุกลามครับถ้าตัดเนื้อตับออกไปตรวจ
ความที่ผมต้องการให้ชายนิรนามนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์น่าจะดีกว่า
ผมก็บอกว่าแล้วคุณคิดหรือว่าแนวทางนี้จะช่วยชีวิตคุณได้ ทำไมคุณไม่
ลองค้นหาแนวทางอื่น ๆ ดูละครับ เขารีบตอบทันทีว่าผมค้นหา
ในเน็ตมาทั่วโลกแล้วครับ....ผมก็ถามต่ออีกว่าอ้าวแล้วได้แนวทาง
มาไม๊ครับ...เขาตอบว่าไม่มีแนวทางไหนถูกใจเลยครับ
ผมถามอีก...อ้าวแล้วรู้ได้ไงว่าแนวทางที่ผมทำอยู่นี้ดีและ
จะช่วยคุณได้...เขาตอบตรงสวนกลับเลยครับว่า...ก็พี่มีประสบการณ์ตรงครับอันนี้แน่นอนครับ...เจอแบบนี้ผมก็อึ้งไปเหมือนกันครับ.....
แล้วค่อยคุยกันต่อนะครับ
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
12 มี.ค. 57 16:07
177
มารอฟังต่อค่ะ
(1.1.160.6)
วิ่งวันละนิด จิตแจ่มใส
12 มี.ค. 57 20:16
ความเห็นนี้ถูกใจ ภูมิชีวิต
178
  ถนนสายมะเร็ง...ตับ...(คุยกันต่อนะครับ)
.....ผมก็เริ่มคิดอยู่ในใจว่าตาคนนี้ดูท่าจริงจังมากครับ
ผมก็เลยบอกว่างั้นเรามาเจอและคุยกัน....ก่อนที่ผม
จะแนะนำแนวทางและวิธีการปฏิบัติตัวตามแนวชีวจิตนี้...

.....สิ่งที่คุณควรทำควรสอบถามก่อนให้ละเอียดครอบคลุมคือ...
แผนการรักษาของแผนปัจจุบันให้ละเอียดรอบคอบ
ก่อนตัดสินใจ โดยให้ทราบชัดเจนเลยว่าอาการป่วย
ของคุณนี้รักษาได้หรือไม่ กี่เปอร์เซนต์  เพื่อประกอบ
การตัดสินใจในการเข้ากระบวนการรักษาตามแผนปัจจุบัน
......พูดคุยกับ พ่อ-แม่ ญาติพี่น้อง ภรรยาและลูก 
ให้เบ็ดเสร็จว่าคุณต้องการจะรักษาตัวเองด้วยวิธีไหนอย่างไร
จะได้ไม่เกิดปัญหา ข้อขัดแย้ง และต้องมาเสียใจกันภายหลัง
ส่วนแนวทางของชีวจิตนี้สามารถใช้ร่วมกับแนวทาง
ของแผนปัจจุบันได้....ตามความเหมาะสม ในลักษณะผสมผสาน....
ชายนิรนามก็รีบรับปากอย่างแข็งขัน ระหว่างที่เรา
คุยกันผมสังเกตุเห็นว่าเขามีอาการไข้อยู่ตลอดเวลา 
ผมก็เลยอดถามไม่ได้ว่า...คุณมีไข้หรือครับ เขาตอบว่าใช่ครับพี่
ผมถาม...แล้วกินยาอะไรล่ะครับ เขาตอบ...กินพาราครับ
ผมมีไข้เป็นเดือนแล้วครับ ได้ฟังอย่างนั้นแล้ว
ผมเองตกใจทันทีครับ เป็นไข้สาเหตุจากตับกินยาพารา
ผมก็ได้แต่บอกว่าอย่างงี้ก็ยิ่งทำให้ตับแย่ลงสิครับ...
เขาบอกเขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรครับ....ผมก็เลยตัดบทบอก...
เอางี้...คุณไปทำตามที่บอกมาให้เรียบร้อยได้คำตอบแล้ว
ถ้ายังยืนหยัดยืนยันว่าจะใช้แนวทางของการปฏิบัติตัวนี้แล้ว
ค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้งนะครับ และระหว่างนี้คุณ
ควรจะล้างพิษด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่เพื่อกำจัดสารพิษ
ออกจากร่างกายเพื่อเป็นการช่วยลดภาระการทำงานของตับ
ได้ด้วยในขณะที่ตับนั้นมีปัญหาไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้
ร้อยเปอร์เซ็นต์...เขารับปากแล้วก็หายไปหนึ่งอาทิตย์....
แล้วค่อยคุยกันต่อนะครับ....

(182.52.52.220)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
23 มี.ค. 57 16:07
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol
179
ถนนสายมะเร็งตับ......ศรัทธาเป็นที่ตั้ง

เขารับปากแล้วก็หายไปหนึ่งอาทิตย์...แล้วก็กลับมาคุยกับผมต่อ
โดยบอกว่าผมไปจัดการตามที่พี่บอกหมดทุกอย่างแล้วครับ
ผมถาม...อะไรบ้างครับ...เขาตอบ...ผมไปพบหมอและได้คุย
รายละเอียดทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องความเป็นไปได้ของผล
การรักษาของผม....ว่าผลของการรักษานั้นได้แค่ไหนอย่างไร
คุณหมอบอกว่ามีโอกาส 50:50%ครับ เพราะว่าก้อนใหญ่มาก
ขนาด 7X11 ซม.แต่ก่อนอื่นหมอต้องตัดชิ้นเนื้อที่ตับไปตรวจก่อน
ผมไม่ยอมตัดครับ....และในช่วงก่อนที่ผมพบหมอนั้นผม
มีไข้เป็นเดือนกินยาก็ไม่หายผมมานึกทบทวนดูว่าผมทำดีท็อกซ์
สามวันไข้ที่ผมเป็นหายเหมือนปลิดทิ้งครับ นี่แหละครับคือ
สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งมั่นใจในการที่ต้องการจะใช้วิธีปฏิบัติตัวตาม
แนวทางของชีวจิต โดยผมมีพี่เป็นตัวอย่างได้อย่างดีเลยครับ
ผมก็ถามกลับอีกว่า...คุณทำดีท็อกซ์สามวันไข้หายจริง ๆ หรือ?
ครับพี่...เขารีบตอบ แล้วเขาก็แสดงท่าทียื่นไม้ยื่นมือมาให้
ผมสัมผัสและเขายังสำทับด้วยอีกว่ายาผมก็ไม่ได้กินเลยครับ
ผมก็ลองสัมผัสได้จริง ๆ ว่าไข้เขาหายแล้ว  เพราะวันที่คุยกัน
ผมเห็นเขามีไข้อยู่ตลอดเวลา....แต่ตอนนี้ไข้เขาหายแล้วจริง ๆ 

และอีกเรื่องที่ผมรับไปดำเนินการคือคุยกับครอบครัว ญาติ
พี่ น้องเรียบร้อยแล้วทุกอย่างครับพี่...ก็มีที่ไม่เห็นด้วย 
และก็อ้างเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ว่าแนวทางธรรมชาตินี้
ไม่ได้ใช้ยาเลยแล้วจะช่วยรักษามะเร็งได้ไง...ไปเชื่อใครก็ไม่รู้
ก็ว่าไปถึงขนาดนั้น....คนอื่นพูดเพราะเขาไม่รู้และไม่เห็น
แต่สำหรับตัวผม...ผมทั้งรู้และทั้งเห็นของจริงจากพี่ซึ่งเป็น
ประสบการณ์ที่ผมก็ต้องการอย่างนี้เหมือนกัน พี่อยู่ได้ 
ผมก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน...สุดท้ายทุกคนเขาก็ขัดผมไม่ได้ 
เพราะผมไม่ยอม สรุปก็คือหลาย ๆ คน
ไม่เห็นด้วยแต่ไม่กล้าขัดผม เพราะผมตัดสินใจเลือกแล้ว
ต้องตามใจผม...เขาพูดในที่สุด.

ในเมื่อเขามีความตั้งใจจริงและศรัทธาในแนวทางนี้...
อย่างที่ผมคิดไว้แต่แรกว่ารายนี้อยู่ในระยะที่เรียกว่า
นับถอยหลังและอยู่ได้อีกไม่นาน ...แต่ในเมื่อเขามี
ความตั้งใจจริงก็ลองดูครับ....
และก่อนที่ผมจะร่ายยาวเรื่องราวของประสบการณ์ชีวิต 
จนกระทั่งมาถึงวิธีที่ใช้ปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิตนี้
ผมบอกเขาว่าก่อนอื่นขอให้คุณทราบไว้เลยว่าผมจะ
ไม่โทรติดตามหรือรบกวนคุณ...คุณต้องเป็นฝ่ายเกาะติดผม
ตลอดไป เพราะการโทรไปหาอาจจะเป็นการรบกวนและ
อาจจะก่อให้เกิดความรำคาญได้ เขารีบตอบตกลงทันที
ผมเห็นสภาพการลากลับไปของเขาอย่างคนที่มีหวัง
และสมหวังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการยึดเอาแนวทาง
ของชีวจิตปฏิบัติตัวมาอย่างเคร่งครัด
เมื่อถึงวิธีปฏิบัติตัวผมก็ให้เขาทำทีละขั้นตอนทุก ๆ อย่าง 
จนครบองค์รวมของการปฏิบัติตัว ....ค่อยคุยกันต่อนะครับ
(182.52.53.175)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
2 เม.ย. 57 14:46
ความเห็นนี้ถูกใจ suwimol
180
ถนนสายมะเร็งตับ.....ปฏิบัติตัวอย่างแน่วแน่..แต่น่าเสียดาย...
ครับก็อย่างที่บอกว่า หลังจากคุยกันจบแล้วเขาก็กลับไปลงมือ
ปฏิบัติทันทีโดยเริ่มจากการทำดีท็อก เป็นอันดับแรก  และ
มาบอกผมว่าทำสามวันเท่านั้นอาการไข้ที่เป็นอยู่เป็นเดือน
หายเลย...เหตุที่เขาดีขึ้นน่าจะเกิดจากสารพิษได้ถูกกำจัด
ออกจากร่างกายได้ทุกวัน เป็นการช่วยให้ระบบ
ในร่างกายทำงานดีขึ้น....จากนั้นต่อมาก็เรื่องของการ
กินอาหาร...ผมก็บอกว่าอาหารของคุณนั้นต้อง
เป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติให้มากที่สุด..
งดอาหารที่เป็น เนื้อ..หมูไก่..ใข่..นม..หวาน มัน เค็ม 
และให้ปรุงแต่งน้อยที่สุด...ผมจะไม่ขอลง
ในรายละเอียด...เขาพูดขึ้นมาว่าอาหารก็ไม่มีรสชาด
อะไรเลยสิพี่...ผมก็ตอบว่า ก็แบบว่ากินไปร้องไห้ไป
ประมาณนั้นแหละครับ ลองไปทำดูเถอะครับเดี๋ยว
คุณจะรู้ด้วยตัวเองว่า กินไปร้องไห้ไปน่ะเป็นแบบไหน...
เขาก็ยังห่วงว่าอ้าว...แล้วเราจะได้โปรตีนจากไหน
ละครับถ้าไม่มีเนื้อสัตว์เลย...ผมก็บอกว่าอย่าเพิ่ง
มาห่วงเรื่องโปรตีนเลย...เอาชีวิตให้อยู่ได้ก่อนเถิด...
เขาก็รับไปลงมือทันที.... เมื่อคุยกันเรื่องการ
กินอาหารแล้ว เรื่องต่อไปก็คือ ผมให้เขาต้มน้ำ 
อาร์.ซี.ดื่มเป็นประจำ และให้ดื่มน้ำเอ็นไซม์คั้นจากผัก 
โดยผมให้เขาใช้ผักสามชนิดคือ แครอท คื่นไช่ 
และมะระจีน หรือมะระขี้นก ก็ได้ คั้นดื่ม
ครั้งละชนิด ไม่ปนกัน เพราะเราต้องการเอ็นไซม์
จากผักชนิดนั้น ๆ เมื่อแนะนำไปแล้ว....อีกสามวัน
ต่อมาเขาได้โทรศัพท์มาหาผมด้วยสุ้มเสียง
ที่สดใสและบ่งบอกถึงอาการดีใจเป็นอย่างมาก 
ประโยคแรกที่เขาบอกผมคือ...พี่ครับโอ้โฮ..ไม่น่าเชื่อ
ว่าอาการไข้ที่ผมเป็นมาเป็นเดือน ๆ แล้ว 
ได้หายเหมือนปลิดทิ้งเลยครับพี่....ผมก็บอกว่าดีใจด้วยนะครับ...
หลังจากนั้นมาอาการเขาก็เริ่มดีวันดีคืน.... 

 ต่อมาผมก็ให้เขาเริ่มออกกำลังกายโดยให้เดินก่อน
ระยะหนึ่ง....ต่อจากนั้นเขาก็สามารถเริ่มจ๊อกกิ้งได้เบา ๆ 
และสุดท้ายเขาได้มาจ๊อกกิ้งไปพร้อม ๆ กับผม 
เขาดีใจมาก...ผมก็บอกว่ารักษาระดับความเข้มข้น
ไว้นะครับและถ้ามีปัญหาอะไรก็มาคุยกันนะครับ....
และประโยคหนึ่งที่เขาพูดฝากกับผมไว้ก็คือ..
"พี่ครับ...หากว่าชีวิตผมรอดไปได้ถึงปีใหม่นี้...
ผมตั้งใจจะเอากระเช้าของขวัญไปขอบพระคุณ 
คุณพี่ที่เป็นแนวทางให้ชีวิตของผมมีทางออกครับ.... 
ในระยะแรก ๆ เขาเกาะติดอยู่กับผมตลอดเวลา 
คอยโทรฯรายงานผลของการปฏิบัติตัวให้ผมทราบ
อยู่ตลอดเวลาโดยรายงานอาทิตย์ละครั้ง จนกระทั่ง
เขาแข็งแรงจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แบบปรกติ
ประมาณปลายปี 53 อยู่ๆ เขาก็หายไปไม่ยอมโทรฯ
มาคุยกับผม สอบถามคนที่รู้จักก็บอกว่าเขา
เกรงใจผมไม่อยากรบกวน ผมก็คิดในใจว่า
อย่าให้เขาเลิกปฏิบัติตัวเลยเพราะอย่างที่ผมบอกว่า
เขามีสภาพที่เรียกว่าต้องนับถอยหลัง และทำได้แค่
ยืดอายุตัวเองเท่านั้น แต่จะได้นานแค่ไหนนั้นเป็น
อีกเรื่องหนึ่ง....และต่อจากนั้นที่เขาหายไป
ได้ระยะหนึ่ง พอรุ่งขึ้นอีกปีผมก็ได้ข่าวว่าเขา
ได้จากไปแล้ว....ผมเสียดายมากครับ....
ครับนี่เป็นเพียงเรื่องคร่าว ๆ ที่ผมไม่ได้พูดลงลึกมากนัก แค่นำมาคุยเพียง
ผิวเผินเท่านั้นครับ สิ่งที่ผมกังวลคือไม่อยากให้กระทบกับความรู้สึกหรือ
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เห็นพ้องด้วยกับแนวทางชีวจิตนี้ครับ....ผมจึงต้องจำกัดเรื่องราวให้พอดี ๆ ครับ... แล้วค่อยคุยกันใหม่นะครับ  
(182.52.71.156)
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
22 เม.ย. 57 14:43
181
เส้นทางสายมะเร็ง....ปรับวิถีชีวิตเพื่อสร้างภูมิต้านทาน 
 การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นประจำทุกวัน 
 เท่ากับเป็นการเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดีขึ้น 
 และทำให้โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคร้ายแรงนั้น 
 น้อยลง แต่วิถีชีวิตประจำวันของเรามีผลกระทบ 
 กับระบบของร่างกายของเราทั้งสิ้นและทำให้บางครั้ง 
 เมื่ออายุของเรามากขึ้นระบบภูมิต้านทาน ก็จะถอยลง 
 ตามอายุขัยเช่นกัน ฉะนั้น ถ้าหากเราไม่ปรับเปลี่ยน 
 วิถีชีวิตหรือพฤติกรรมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง 
เราก็จะ ประสบกับปัญหาสุขภาพได้อย่างง่ายดาย ทั้ง ๆ 
ที่เรา ออกกำลังกายเป็นประจำก็ไม่ได้หมายความว่าจะ 
 ไม่เจ็บป่วยเป็นโรคได้ เราจึงควรปฏิบัติให้ครบ 
 เป็นองค์รวมคือการกินอาหารที่ถูกต้องและควบคู่กับ
การออกกำลังกาย ให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว ซึ่งจะเป็น
เกราะป้องกัน โรคได้เป็นอย่างดี แม้แต่โรคที่ร้ายแรงอย่าง
"มะเร็ง" ...ก็ไม่สามารถจะทำอันตรายเราได้ครับ... 
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
3 พ.ค. 57 21:39
ความเห็นนี้ถูกใจ หนุ่มดอยเต่า
182
ถนนสายมะเร็ง....ผมได้เขียนและคุยเรื่องราว
เกี่ยวกับสุขภาพนี้มาเกือบจะครบสองปีแล้ว....และ
ผมต้องขอขอบคุณเฮียไช้ท่านประธานที่ปรึกษาชมรมวิ่ง
ฟอร์รันเนอร์ และคุณจรัล พงภิทักษ์ ประธานชมรมวิ่ง
ฟอร์รันเนอร์และรวมทั้งทีมงานฟอร์รันเนอร์ทุก ๆ ท่าน ที่เห็นความ 
สำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ และเปิดโอกาสให้ 
ผมได้มาคุยเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพนี้ครับ 
และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คง 
จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักวิ่งบ้างไม่มาก 
ก็น้อยครับ อย่างน้อยทุกครั้งที่คิดถึงสุขภาพ 
ก็ขอให้คิดถึง...ภูมิชีวิต...ครับ เพราะ... 
ความหมายของ ภูมิชีวิต ก็คือภูมิต้านทานโรค 
ของตัวเราในทุก ๆ คน และผมพร้อมที่จะนำ 
เรื่องราวของการดูแลรักษาสุขภาพในรูปแบบที่ใกล้ชิด 
ธรรมชาติและใช้ภูมิปัญญาพื้น ๆ เป็นหลัก 
 เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรค ทุกชนิดแม้แต่ 
โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง เราก็สามารถจะสู้กับ 
มะเร็งได้ด้วยฝีมือของเราเองโดยไม่จำเป็นต้อง 
มองข้ามความสามารถของตัวเองไปครับ 
ผมเชื่อ ทุกคนทำได้ครับ...เพียงแต่ยังไม่ 
ถึงเวลาที่แต่ละคนมีความพร้อมไม่เหมือนกันครับ
แต่ผมก็อยากจะฝากว่า...ยังไงก็อย่ารอให้ถึง
ขนาดที่เรียกว่า...หลังพิงฝาแล้ว....ท่านอาจจะไม่โชคดี
ก็ได้นะครับ...ฝากไว้ด้วยความห่วงใยครับ

หมายเหตุ  ผมขอรบกวนเรียนถามเฮียไช้ท่านประธานที่ปรึกษา
หรือท่านประธานชมรมวิ่งฟอร์รันเนอร์ คุณจรัล พงภิทักษ์
ว่ามีคำแนะนำ หรือมีความเห็นอย่างไรบ้างในสิ่งที่ผมได้
นำเสนอผ่านมาแล้วว่า มีข้อขาดตกบกพร่อง หรือข้อควร
ปรับปรุงอย่างไร และผมควรนำเสนอต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่
ได้โปรดกรุณาให้ความเห็น หรือช่วยชี้แนะให้ผมเพื่อเป็นแนว
ทางในการปฏิบัติต่อไปด้วยครับ...ขอแสดงความนับถือ
วิถีชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ
5 พ.ค. 57 11:33

กฎระเบียบการใช้เว็บ forrunnersmag.com

  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่มีลักษณะก้าวล่วงหรือหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เสื่อมเสีย
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หยาบคาย ลามก อนาจาร หรือก้าวร้าวเกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้
  • ห้ามใช้ข้อความที่มีเจตนากล่าวหา ว่าร้ายบุคคลอื่น โดยไม่มีหลักฐานหรือแหล่งอ้างอิง
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่พาดพิงเรื่องการเมือง
  • ห้ามแสดงเจตนาลบหลู่ ดูหมิ่น บุคคลอื่น
  • ห้ามใช้นามแฝงที่มีความหมายหยาบคาย ลามก หรือชวนให้เข้าใจว่าเป็นบุคคลอื่น
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย
  • ยอมให้ลงประกาศซื้อขายในกรณีที่เป็นการซื้อขายมือสองเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าในลักษณะที่เป็นการค้าขายเชิงธุรกิจ
วิธีใช้รหัสบีบี

ความคิดเห็น

รหัสยืนยัน

โปรดใส่อักขระที่ปรากฏในรูปนี้

โดย


พื้นที่โฆษณา