| [1314] Sprint แตกต่างจาก Speed Works หรือไม่ |
กฤตย์
()
| Sprint กับ Speed Works
โดย กฤตย์ ทองคง
ถาม
การวิ่ง Sprint แตกต่างจากการวิ่ง Speed Works อย่างไร เป็นตัวเดียวกันหรือไม่
Miss Key
12 มิย. 2552
ตอบ
ไม่ใช่ครับ คนละตัว
Speed Works เป็นการฝึกวิ่งระดับก้าวหน้าเพื่อเป้าหมายปรับปรุงความเร็วสำหรับนักวิ่งผู้มีประสบการณ์ เป็นการฝึกความเร็วชนิดต่างๆ ที่ถ้าประกอบกับ Session การฝึกอื่นๆอีก อย่างเหมาะสม และนานเพียงพอ ผู้วิ่งก็จะยกระดับความสามารถวิ่งได้เร็วในระยะแข่งขันต่างๆได้
การฝึก Speed Works (ต่อไปจะเรียกย่อยๆว่า SW) เป็นการเรียกการฝึกความเร็วชนิดต่างๆอย่างรวมๆกัน
ที่มีหลายอย่าง เช่น Fartlek , การวิ่งขวางสนามฟุตบอล , การวิ่ง Tempo , หรือการลงคอร์ท Interval Training
เป็นต้น ฯลฯ
ยกเว้น Tempo ตัวเดียว การฝึกความเร็วต่างๆเหล่านี้จะเห็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งโดยเด่นชัด คือมีพฤติกรรมการฝึกอยู่สองช่วงคือ ช่วงวิ่งเร็ว (Sprint Phase) กับช่วงวิ่งช้า (Recovery Phase) ยกตัวอย่างจากการฝึกคอร์ท เราจะพบว่าจะมีช่วงพักจ็อก เป็นอาการวิ่งอย่างช้าๆเพื่อให้ร่างกายฟื้นจากความหอบเหนื่อย และช่วงอัดความเร็ว สลับกันไปสลับกันมา จนกว่าจะจบ Set หรือจบ Session การฝึกวันนั้น
ส่วนการ Sprint เป็นการวิ่งความเร็ว เป็นคำที่ให้ความหมายว่าวิ่งเร็ว ไม่ว่าการวิ่งเร็วนั้นจะอยู่ที่ใด ก็เรียกเป็น Sprint หมดทั้งนั้น ในตัวอย่างข้างต้น Sprint เป็นช่วงหนึ่งใน SW เท่านั้น คือช่วงวิ่งเร็ว คือ Sprint Phase นั่นเอง กล่าวอีกอย่างก็คือ Sprint เป็นส่วนประกอบหนึ่งส่วนใน SW เท่านั้น
ส่วนการวิ่งแบบ Tempo นั้นเรามีมุมมองในเรื่องเหล่านี้อย่างไร เราจะวิจารณ์ว่า Tempo เป็นการฝึกชนิดที่ปราศจาก Recovery Phase นั้นหรือเปล่า ด้วยว่าถ้าเราเข้าใจ การวิ่ง Tempo แล้ว จะไม่พบว่ามีช่วงตอนใดที่ไปอย่างช้าๆเพื่อพักฟื้นกำลังแต่อย่างใด พวกเรามีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
ในมุมมองของผู้เขียน ยังขอเรียก Tempo ว่ามีการ Recovery อยู่ในตัวด้วยเสมอไป แต่ลักษณะการฝึกปฏิบัติ เป็นการนำเอาการ Sprint Phase กับ Recovery Phase ใส่เข้าไปในขวดเดียวกัน ปิดจุก แล้วเขย่าอย่างแรงๆให้กลมกลืน ผสมปนเปจนเป็นเนื้อเดียวกัน ที่แตกต่างจากคอร์ทชัดเจนตรงที่การฝึกคอร์ทจะมีลักษณะฝึกแยกสองช่วงเด่นชัดเหมือนตัวกะทิกับน้ำแกง Sprint เป็นSprint และ Recovery เป็น Recovery ไม่ปะปนกัน
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะการวิ่ง Tempo เป็นการวิ่งที่เร็วแต่ไม่เร็วนัก และผู้วิ่งต้องวิ่งอย่างเกลี่ยแรงและเผื่อพลังงานไว้เสมอ ไม่อนุญาตให้ไปด้วยความเร็วเต็มศักยภาพใดๆ ตลอดระยะทางหรือตลอดระยะเวลาที่ฝึก Tempo เราจะไม่ฝึกด้วยความเร็วที่ตกลงเลย จะเป็นไปด้วยความเร็วที่คงที่ การณ์จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยการผสมผสาน Recovery ลงไปในตัว Sprint ในเวลาเดียวกันนั่นเอง
คำถามนี้มีความสำคัญก็ตรงที่ ถ้าผู้วิ่งเข้าใจว่า Sprint ก็คือ Speed Works ตัวเดียวกัน ผู้ฝึกก็มีแนวโน้มที่จะให้ความใส่ใจกับช่วง Sprint Phase เท่านั้น โดยละเลยความสำคัญช่วง Recovery Phase นักวิ่งก็จะพลาดเป้าอย่างที่นักวิ่งรุ่นพี่ในอดีตผิดพลาดมากันเยอะ ด้วยการอัดความเร็วกันสูงจัดในช่วง Sprint Phase และไปมีอาการ “จ็อกมั่ว” คือ ไม่สามารถควบคุมการจ็อกได้ดี เดี๋ยวจ็อกนาน เดี๋ยวหยุดคุยสนทนา เหนื่อยมากนั่งซะดื้อๆ ยังผลให้ผลลัพธ์ฝึกออกมาไม่เป็นกระบวน ตอนอัดกับคู่ประกบในสนามจริง กระแสลมปราณแตกระส่ำ และกระอักโลหิตกลางเวหา เมื่อศัตรูสะบัดฝ่ามือสะท้านภพ
การฝึก SW ที่จะได้ผลดีอย่างหนึ่งก็คือ ผู้วิ่งต้อง “คุมจ็อก” นั่นคือต้องออกแบบจ็อกมาจากตารางวิ่งเลยว่า กับการวิ่งคอร์ทนี้จะจ็อกด้วยอาการอย่างไร เช่นกำหนดว่าวิ่งช้าๆ ไม่เดิน เป็นจำนวนกี่วินาที เป็นต้น แล้วทำให้ได้อย่างนั้นทุกเที่ยว ถ้าไม่ไหวพักไม่พอ ต้องออกแบบใหม่ให้จ็อกที่นานออกไป เรียกว่าเพิ่มจ็อก แต่ก็ไปเพิ่มทุกเที่ยว และควบคุมให้เป็นไปตามนั้นเสมอ จะทำอย่างนี้ได้ ผู้วิ่งต้องเห็นความสำคัญของการจ็อกว่ามันคือส่วนหนึ่งของการฝึก เป็นส่วนสำคัญของตารางวิ่งเช่นเดียวกับตัว Sprint นั่นเอง
ดังนั้น ต้องเข้าใจว่า Sprint คือการเร่งความเร็ว และ Speed Woks คือตัวแผนฝึกความเร็วต่างๆที่จะมี Sprint เป็นตัวละครหนึ่งอยู่ในนั้นด้วย.
00.36 น.
13 มิถุนายน 2552
|
| 13 มิ.ย. 52 00:23 |
1
หงอคง
 () |
ถามลุงกฤตย์เพิ่ม
แล้วมีแนวทางในการวางแผนจ๊อกในอินเทอร์วาลอย่างไร เช่น
ตีนใหม่ ตีนกลาง ตีนเก๋า ออกแบบอย่างไร
ซ้อมเพื่อ 10K, 21K, 42K ออกแบบอย่างไร
|
| โดดเดี่ยวพันลี้ 13 มิ.ย. 52 10:19 |
2
Miss Key
 () |
ขอบคุณ คุณลุงกฤตย์ค่ะ แจ่มมากเลย เด๋ววันจันทร์-อังคาร จะมาถามคุณลุงใหม่....คุณลุงอย่างเพิ่งเหนื่อยน๊ะ   |
| จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเราเอง 13 มิ.ย. 52 14:27 |
3
กฤตย์ () |
ตอบหงอคง
ตีนเก๋า ก็จ็อกน้อย
ตีนใหม่ก็จ็อกนาน หรืออาจเดินแทนจ็อก
โดยปกติทั่วๆไป เห็นจ็อกเท่ากับเวลาที่วิ่ง
หรือจ็อกไกลเท่าระยะวิ่ง
เช่นคอร์ท 800 วิ่งได้ 3.00 นาที ก็จ็อก นาน 3.00 นาทีเช่นกัน
หรือคอร์ท 200 จ็อกสลับ 200 (เมตร)
Sprint เท่าไร จ็อกเท่านั้น
แต่มียกเว้นบ้างเหมือนกัน ถ้าทำตามนั้นแล้ว รู้สึกไม่ไหว
ก็ต้องเพิ่มจ็อก เพิ่มแล้วแช่เย็นอยู่ตรงนั้นไปสักระยะ
จนเคยชิน แล้วรู้สึกว่าค่อยยังชั่วขึ้น ก็ทยอยลดจ็อกลงทีละนิดๆๆๆ
จนกระทั่งได้จ็อกตามเป้าหมาย
หลักการจ็อกอีกประการก็คือ
Sprint ยาว ก็จ็อกยาว
Sprint สั้น ก็จ็อกสั้น
จำไว้ว่า ว่าด้วยเรื่องความเข้มข้นของแผนฝึก
จะอยู่ที่ 3 เรื่อง คือ
1) ความเร็ว เร็วมากเท่ากับ เข้มข้นมาก ช้าลงหน่อยเท่ากับเข้มข้นน้อยหน่อย
2) จำนวนเที่ยว มากเที่ยวเท่ากับ เข้มข้นมาก จำนวนเที่ยวน้อยเท่ากับเข้มข้นน้อย
3) จ็อก จ็อกมากเท่ากับเข้มข้นน้อย จ็อกน้อยเท่ากับเข้มข้นมาก
เราอาจใช้การจ็อกเป็นตัวกำหนดระดับความเข้มข้นของแผนฝึกของตนเอง
ติ้ดต่างว่าแผนหนักไป ก็ให้ขยายจ็อก เป็นต้น
แต่การเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของแผนฝึก ให้เพิ่มทีละอย่าง อย่างเพิ่มเกินหนึ่งอย่าง
แต่การลดความเข้มข้น ผู้ฝึกจะยังปลอดภัยหากลดหลายอย่างพร้อมกัน
แม้เราไม่ควรทำเช่นนั้นก็ตาม
|
| 13 มิ.ย. 52 22:54 |
4
กฤตย์ () |
ตอบมีสขี้ยังไม่หมดเลย เหลืออีกข้อนึง
นี่ใจคอเธอจะให้การบ้านลุงอีกเหรอ |
| 13 มิ.ย. 52 22:56 |
5
เข้ามากวน () |
ดีครับ ได้อ่านข้อความที่เป็นสาระแบบนี้ ขอบคุณครับ |
| 18 มิ.ย. 52 10:15 |
6
Miss Key
 () |
คุณลุงกฤตย์ขา เดี๋ยวหนูขอเวลาพักฟื้นจากป่วย และนำคำแนะนำคุณลุงไปทดลอง ทดสอบกับตัวเอง แล้วจะมาถามคุณลุงอีกน๊ะ |
| จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเราเอง 19 มิ.ย. 52 08:17 |
7
puk_puk
 () |
ขอบคุณสำหรับคำถาม พี่ส้ม แล้วปุ๊กจะรอติดตามตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณมากค่ะ |
| จริงใจไม่ไก่กา 4 ก.ย. 52 10:47 |
8
ตี๋ ท.ม.สระบุรี
 () |
ได้ความรู้ดีมากครับ |
| สุขภาพดี ชีวีตสดชื่น 29 ต.ค. 52 09:10 |
9
เบญ () |
การสปริ้นท์จะมีเรื่องของแรงระเบิด (explosive power) ด้วย จะเป็นการอัดหรือเค้นความเร็วออกมาเต็มที่
ส่วนการฝึกความเร็วของนักวิ่งระยะไกล จะต้องเน้นที่เร็วแต่ผ่อนคลายและประหยัดแรงด้วย
การแข่งระยะไกลนักวิ่งจะมีโอกาสสปริ้นท์ ก็ต่อเมื่อคู่แข่งเกาะกันไปจนเกือบถึงเส้นชัย น่าจะระยะเหลือไม่เกินสัก 500 เมตรได้ |
| 17 พ.ย. 52 15:04 |
| |
A D V E R T I S I N G A R E A
|
|