When you win, say nothing. When you lose, say less.
Paul Brown
American football coach

เรามาวิ่งกันทำไม? - เว็บบอร์ดฟอร์รันเนอร์

F012277
เรามาวิ่งกันทำไม?
เรามาวิ่งกันทำไม?

โดย   กฤตย์  ทองคง

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน  2549  เวลาประมาณ 13.00 น.  ผมได้มีโอกาสไปพูดเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ  “เรามาวิ่งกันทำไม”  ให้กับสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย  ที่มีแก่ใจให้เกียรติเชิญผู้เขียนมา  ให้กับผู้ฟังกลุ่ม ประธานชมรมวิ่ง เลขาชมรมวิ่งต่างๆและนักวิ่งจำนวนมากกว่า 60 ชีวิต  ที่ห้องทับทิม  สโมสรกองทัพบก  ถนนศรีอยุธยา  กรุงเทพมหานคร  เนื่องในโอกาสพิธีเปิดและแถลงข่าวโครงการมาราธอนคลินิก 49  ซึ่งเป็นพิธี  ”เบิกฤกษ์”  ให้กับงานวิ่งนานาชาติกรุงเทพมาราธอน  ที่กำลังจะจัดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้า (26 พ.ย. 49)

บทความต่อไปนี้  คือเรื่องราวของการบรรยายในวันนั้น  แต่ถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่เพื่อบันทึกบรรยากาศ ความทรงจำและเนื้อหาที่บรรยายในวันนั้น  ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
.............................................
กฤตย์
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:14
1
เรามาวิ่งกันทำไม

กราบเรียนท่านประธานพลเอกมนัส ท่านเลขาธิการพลเอกสุภาพ ท่านพลโทจำลอง ท่านพลโทสุพัฒน์ ท่านสู่บุญ ท่านศิโรต คุณวรวิทย์ คุณคงทน คุณสงคราม คุณวิรุฬ คุณซิงค์  และเพื่อนสมาชิกสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยที่เคารพ  ผมรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีที่วันนี้ได้มีโอกาสมากล่าวบรรยายในหัวข้อ   “เรามาวิ่งกันทำไม”  ณ สโมสรกองทัพบกแห่งนี้

หัวข้อที่เราจะมาสนทนากันที่กล่าวในเชิงคำถามที่ว่า  “เรามาวิ่งกันทำไม”  นี้ เป็นคำถามที่ดีหนึ่งในคำถาม ประการ  ในชีวิตวิ่งของพวกเรา  คือ

1)     เรามาวิ่งกันทำไม ?เพราะเหตุผลใดที่เราเลือกมีกิจกรรมเช่นนี้
2)     เราสมควรจะวิ่งอะไร ?เพื่อจะยังผลให้เป็นไปตามนั้น (ชนิดของการวิ่ง)
3)     เพื่อการนั้นเราจะวิ่งกันอย่างไร ?

เพื่อมิให้เป็นการยืดยาวจนเกินไปและเหมาะสมกับเวลา  ผมจึงขออนุญาตกล่าวจำเพาะประการแรกเพียงประการเดียว  ส่วนวิ่งอะไรและวิ่งอย่างไรนั้น  ขอละไว้ไปแสดงในโอกาสอื่นต่อไป
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:15
ความเห็นนี้ถูกใจ RUN 1963, ดวงจำปา, หงอคง
2
เมื่อเรากล่าวว่า  “เรามาวิ่งกันทำไม”  นั้น  เป็นเรื่องที่เราต้องตอบกันเองเป็นรายบุคคลอย่างจริงใจ  ด้วยว่ามันเป็นเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงเป็นรายกรณี  เป็นอัตวิสัยแห่งทางเลือกอันหลากหลายของมนุษย์  ที่ใครอื่นไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่ายและห้ามปราม

หากผมจะเอ่ยถามทุกท่านที่นั่งฟังในห้องนี้ว่า  พวกท่านแต่ละคนมาวิ่งกันทำไม  เกือบทั้งหมด  ผมมักจะได้ยินว่า  “เพื่อสุขภาพ”  กันเป็นส่วนมาก  แต่จะมีอยู่บ้างเหมือนกันที่  เป้าหมายจริงๆในใจ  ไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง  ที่ผมกล้ากล่าวได้ถึงเพียงนี้  เพราะได้สังเกตพฤติกรรมการฝึกวิ่งอันหลากหลายของพวกเราที่วิ่งกันเกินลิมิตเพื่อสุขภาพกันไปทั้งสิ้น.......กล่าวคือ
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:16
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
3
พวกเราก็ทราบกันอยู่บ้างแล้วว่า  เพื่อการวิ่งที่มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพนั้น  แท้จริงแล้ว  ธรรมชาติมิได้เรียกร้องการลงทุนที่ต้องวิ่งหนัก,วิ่งไกล และวิ่งเร็ว อะไรมากเลย  เพียงแค่วิ่งไปอย่างช้าๆวันละประมาณ ก.ม.  ในคาบระยะ วันต่อสัปดาห์  ก็พอเพียงต่อการสร้างความแข็งแรง  ปรับระดับภูมิคุ้มกันอันตรายต่างๆจนถึงระดับมาตรฐานพอเพียงมิให้เจ็บไข้ได้ป่วย และล้มตายก่อนวัยอันควร

และในทำนองอีกด้านหนึ่ง  นักวิ่งใดที่วิ่งมาก วิ่งด้วยความเข้มข้น วิ่งเกินกว่าระดับประมาณการที่กล่าวมานี้  ถือว่า  เขาผู้นั้นฝึกวิ่งเพื่อการอื่น  มิใช่มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพแต่ประการใด

เมื่อมีความเป็นจริงเป็นดังนี้เอง  ย่อมจะเห็นได้ไม่ยากนักว่า  กว่า 80-90%  ของเพื่อนนักวิ่ง  เราล้วนแต่วิ่งเกินระดับเพื่อเป้าหมายสุขภาพกันไปทั้งสิ้น  นี้จะสรุปได้หรือไม่ว่า  พวกเราส่วนใหญ่  วิ่งเกินกว่าระดับอาจกำลังมีเป้าหมายอื่นๆ

ผมกล่าวดักคอพวกเราไว้เช่นนี้เพื่ออะไร  ก็เพื่อให้พวกเรายอมรับ  ความใฝ่ฝันของตัวเองออกมาตรงๆว่า  “ฉันวิ่งเพื่อ......       จะได้ยังภารกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท  ด้วยความปลอดภัย  อย่างไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการอดวิ่ง (บาดเจ็บ) โดยไม่จำเป็น
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:17
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
4
จงอย่าทำราวกับว่าการสารภาพว่าตนเองวิ่งเพื่อการแข่งขันคือความผิดบาป  หรือ ความเสียหน้าที่เราอาจทำได้ไม่สำเร็จ  ลึกลงไปถึงที่สุดที่พวกเราปากแข็งนั้น  ใช่หรือไม่ว่าพวกเรากลัวความล้มเหลว  เรากลัวว่าเราจะสู้หน้าผู้อื่นไม่ได้หากเราทำอย่างที่พูดไว้ไม่ได้  ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้  เราจะเป็น “อีแอบ”  อย่างนี้เพราะอะไร?

ผมปรารถนาอยากจะบอกพวกเราว่า  เลิกเป็นอีแอบกันเสียที  ให้ยอมรับออกมาตรงๆกันว่า  เรามาฝึกวิ่งกันทุกวันนี้เพื่อการแข่งขันใช่หรือไม่?  แม้จะไม่ใช่ทุกรายแต่ก็เป็นกันจำนวนมาก  เพื่อเราจะได้มีแผนการฝึกที่จำเพาะเจาะจง  ตรงประเด็นต่อไป  ไม่ใช่ฝึกที่มั่วสะเปะสะปะไปหมด  อย่าลืมนะครับว่า  การแข่งกับตัวเองก็คือการแข่งชนิดหนึ่งเหมือนกัน  ค่าที่ว่า  มันคือความเพียรพยายามที่เจ้าของเรือนร่างอยากจะทราบว่า  ถึงที่สุด  ฉันสามารถทำอะไรได้แค่ไหน?
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:17
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
5
ไม่ต้องอายกันที่จะเลิกปากแข็ง สารภาพว่า ประเด็นสุขภาพที่ครั้งหนึ่งเราเคยชูเป็นประเด็นหลักนั้น กลายเป็นผลพลอยได้ในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้ วิ่งมาได้พอสมควรแล้ว มาราธอนก็เคยมีประสบการณ์มาแล้ว ตอนนี้อยากลองอีกครั้ง เชื่อว่าหากฝึกมาดีเราอาจทำเวลาที่น้อยลงกว่านั้นอีกหน่อย เราจะมีความสุขมาก หากเรากล้าหาญที่จะยอมรับได้อย่างนี้ เราย่อมจะรู้ว่า เราควรฝึกอะไรบ้าง นิสัยอะไรที่ควรทำบ่อยๆ และอะไรที่ควรละเว้นหลีกเลี่ยง ไม่ใช่รีๆขวางๆ หวนกลับไปฝึกสำหรับแผนนักวิ่งหน้าใหม่ระดับ ประถมหนึ่งอีกครั้งทั้งๆที่เราผ่านขั้นนั้นมาแล้ว เราไม่กล้าทำโจทย์ประถม 2 เพราะเราปราศขาดเป้าหมายที่จำเพาะแน่ชัดว่า “เราจะเลือกเอาอะไร” นั่นเอง
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:18
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
6
สำหรับตัวของผมเอง  ขอสารภาพว่าที่เข้ามาวงการวิ่งนี้มิได้มีเป้าหมายเพื่อสุขภาพเป็นประเด็นใหญ่อย่างที่ผู้คนส่วนมากกล่าวอ้างกัน  ผมมาวิ่งเพราะ “ความอวดเก่ง”  ที่ปรารถนาอยากจะสร้างตำนานบอกลูกบอกหลานภายหน้าว่า  “อย่างมาราธอนน่ะรึ  พ่อเคยวิ่งมาแล้ว”  ประมาณว่าหมูมากทำนองนั้น  ให้เด็กชั้นหลังๆร้อง”อู้ฮู” เล่น

โดยที่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้  ให้ดังเป็นไมล์สโตนภายใน ปี  คือ  ผมตั้งใจจะเพียรฝึกและขยันหมั่นซ้อมให้ตนเองวิ่งมาราธอนได้ภายในกำหนดเวลานี้  เมื่อครบระยะเวลา ปีแล้ว  ก็ตั้งใจว่าจะเลิกวิ่ง  เอาเวลาที่มีไปทำอย่างอื่นต่อไป  ไม่มาดักดานจมปลักอยู่กับสนามซ้อมเป็นประจำจนตายไปข้างอย่างนั้น

ที่กล่าวอย่างนี้  เป็นคำกล่าวอย่างเปิ่นๆ  ของคนที่ยังไม่ได้เป็นนักวิ่งเต็มตัว  เพราะตอนนั้นเพิ่งจะดำริลองดู  ตัวเองยังมีความละอ่อนทั้งร่างกายและประสบการณ์ที่ยังไม่มีความไหวรู้เท่าทันกระบวนการทางจิตใจของผู้ที่วิ่งไปแล้วว่า  อาการติดวิ่งนั้นเป็นอย่างไร
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:19
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
7
และแล้วผมก็สามารถทำความท้าทายมาราธอนนั้นได้ภายใน เดือน  แม้จะเข้าเส้นชัยด้วยอาการสะบักสะบอมและประกาศแขวนนวมเลิกวิ่งเด็ดขาด  แต่ก็เป็นไปเพราะชนกำแพง  แรงเข็ดขยาดกับความรวดร้าวที่มากมายท่วมท้นในวันนั้น  ซึ่งคำประกาศได้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงภายในสัปดาห์เดียว  เพียงย่างเข้าสัปดาห์ที่   เรากลับปรารถนาที่อยากจะล้างตาอีกสักครั้ง  ลืมเสียแล้วรสชาติ “นรกทั้งเป็น” นั้นเป็นอย่างไร

ตอนนั้นผู้เขียนติดวิ่งแล้ว  โดยที่ตัวเองก็หารู้ตัวไม่  ยังนึกอีกว่า จะขอล้างตาให้หายอาย  แล้วจะเลิกวิ่งอย่างสง่างาม  โดยหาตระหนักไม่ว่า  ไม่เคยมีนักวิ่งคนใดในโลกเลิกวิ่งได้อย่างภาคภูมิใจเลยสักรายเดียว

อันที่จริง  เมื่อพอมีเวลาหวนกลับไปคิดไตร่ตรองเรื่องราวแต่หนหลังก็พบว่าตัวเอง “ติดวิ่ง”  ตั้งแต่ก่อนวิ่งมาราธอนครั้งแรกเสียอีก
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:19
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
8
ครั้งที่ไปแข่งวิ่งชัยนาทมิมิมาราธอน  ครั้งที่ (ปี 2537)  ในระยะ 21 ก.ม.  เป็นสนามแรกและเหรียญอันแรก  ผมได้เอาเหรียญวิ่งออกจากกระเป๋ามาพินิจพิจารณาชื่นชมอยู่คนเดียวบนรถเมล์ขากลับ   ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ทุกวันนี้  แค่ผมเห็นรายใดไปสนามวิ่งแต่เพียงลำพังก็ระบุได้แล้วว่า  เขาติดวิ่งอย่างสลัดไม่ออกแล้วนั่นเอง  กว่าที่ผมจะยอมรับตนเองว่า ติดกับดักวิ่งอย่างแกะไม่ออก  เวลาก็ผ่านไปตั้งนาน
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:20
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
9
ขอกลับเข้ามาสู่เรื่องวิ่งกันทำไมต่อ

ดังที่ได้กล่าวไปว่า  การยอมรับกับตัวเองมาตรงๆว่า  เรามีแผนใฝ่ฝันเรื่องชีวิตวิ่งอย่างไรในใจที่ปรารถนาอยากจะทำให้ได้อย่างนั้น  ทำได้เมื่อไร  เราก็รู้ว่าจะต้องฝึกอะไรหรือต้องทำอะไรบ้าง  พิมพ์เขียวจะได้ตามออกมาภายหลัง  ถ้าเราปราศจากพิมพ์เขียว  ผมก็ยังสงสัยว่า  เราจะทำมันขึ้นมาได้อย่างไร

เราน่าจะได้พบกับเงื่อนงำคำตอบของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น  หากลองพิจารณาดูลักษณะโดยทั่วๆไปของผู้คนส่วนใหญ่ว่า  เขาเลือกที่จะมาวิ่งกันทำไม  ดังต่อไปนี้
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:20
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
10
1)     เรามาวิ่งกันทำไม

เราวิ่งเพื่อแสวงหาผลดีทางร่างกายและความประหยัด

1.1)การวิ่งนั้น  เป็นการออกกำลังกายที่เผาผลาญแคลลอรี่ได้ปริมาณมากที่สุดในบรรดาการออกกำลังกายด้วยกันในคาบระยะเวลาที่เท่าๆกัน  ที่วัดจาก  Moderate  ตรงกลางของการฝึก  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับ  การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ เทนนิส สควอช ฟุตบอล  หรืออื่นใด

1.2)วิ่งเพื่อจะรับผลความแข็งแรงของกระดูกเมื่อเทียบกับกีฬาชนิดอื่นๆ  การวิ่งจะมีแรงกระแทกที่อาจดูเป็นอันตราย  แต่พฤติกรรมกระแทกเหล่านี้เองที่ช่วยให้กระดูกเรามีมวลมากขึ้น  ป้องกันภาวะกระดูกพรุน  Osteoporosis  ในยามสูงวัย  ป้องกันกระดูกหักยามแก่  หากใช้ทางสายกลาง  ไม่หักโหม  มุทะลุ

1.3)วิ่งเพื่อรับอานิสงส์ทางระบบหลอดเลือดและการหายใจให้หัวใจแข็งแรงมีผนังกล้ามเนื้อหัวใจที่หนาทรงพลังมีหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจที่ปราศจากตะกรันอันเกิดจากไขมันสะสมพอกพูน  ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวขาดเลือด  ต้นเหตุการณ์ตายยอดนิยมอันดับต้นๆได้

1.4)วิ่งเพื่อจะหลีกเลี่ยงค่ารักษาพยาบาลมหาโหดการออกมาวิ่ง  ร่างกายจะปรับสมดุลระหว่างธาตุต่างๆให้มีระดับที่พอดี  การที่มีธาตุหนึ่งธาตุใดมากหรือน้อยเกินไปไม่ใช่เรื่องที่ดี  จะทำให้เจ็บป่วย  และมีผลต่อเนื่องไปเพิ่มอัตราเสี่ยงอีกทอดอย่างไม่จำเป็นไปกับการวินิจฉัยโรคอย่างผิดๆ  และนำไปสู่การรักษาที่ผิดๆจากต้นเหตุ  หรือจากผลข้างเคียงของการรักษา  หรือความสิ้นเปลืองเงินทองจำนวนมหึมา  ดังเราจะเห็นตัวอย่างชีวิตจริงทำนองนี้ไม่เคยขาดสาย  ทั้งๆที่มูลค่าของการออกกำลังกายที่เราต้องจ่ายไปเกือบไม่ต้องมีอะไรเลย  อีกทั้งยังบ่อยมากที่เรารักษาไปเพื่อที่จะพบในที่สุดว่า “ไม่หาย”  ด้วยว่าการรักษาเป็นการจัดการปลายทาง  ที่ต้นเหตุความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่ได้ถูกจัดการให้เหมาะสม  ก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น  จนกว่าจะสิ้นสังขาร  เพราะหนทางที่ถูกต้องได้ถูกเพิกเฉย  ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ  เมื่อจัดการกับเหตุได้ถูกต้องตรงประเด็น  ก็ดับสิ้นปรากฏการณ์ทุกข์นั้นได้นั่นเอง  นี่เป็นของธรรมดา

1.5)เราเลือกที่จะวิ่งอย่างได้รับความสะดวกไม่ต้องรอกันระหว่างเพื่อนนักกีฬา  ใครไม่มาเราก็ยังวิ่งได้  ไม่เหมือนกับกีฬาจับคู่ชนิดอื่นๆ  ที่จะออกกำลังได้สำเร็จต้องมีเวลาที่พร้อมกันทั้งคู่  อีกทั้งยังต้องเกี่ยงกันเรื่องระดับความสามารถอีกด้วย  ใครที่ตีเทนนิสกับผู้ที่มีฝีมืออ่อนชั้นหรือเก่งกว่า  ย่อมเข้าใจความข้อนี้ดี

1.6)เราควรมาวิ่งกันในฐานะที่เป็นกีฬามวลชนที่ราคาถูกที่สุด  เพียงแค่การสรรหารองเท้าวิ่งที่เหมาะสมกับลักษณะของเท้าแต่ละคนได้ก็พอแล้ว  นี่นับว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นเพียงสิ่งเดียว  นอกนั้นก็ไม่พบว่าสลักสำคัญอะไรนัก  วงการของพวกเราเป็นวงการกีฬามวลชนที่เราภาคภูมิใจที่คนในวงการทั้งหมดลงมาคลุกเหงื่อเคล้าเหนื่อยด้วยตัวของตัวเอง  ไม่ใช่นั่งเชียร์อยู่หน้าจอ  อย่างที่ฮิตๆในกีฬาอื่นที่เป็นกระแสอยู่นั้น  ถามว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์กันที่ผู้ดูลงมาเล่นกันจริงๆ  พูดไปก็จะตกใจเปล่าๆ  ล้วนเป็นการพนันทางอบายทั้งนั้น  นี่ยิ่งยังมิต้องไปกล่าวให้ไกลถึง   “แก้กองกิเลส  ทำคนให้เป็นคน”    เลยทีเดียว  เราเป็นกีฬามวลชนที่อยากจะอวดอ้างว่าประหยัดที่สุดสอดคล้องกับคำแนะนำพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ประหยัดและมีกิจกรรมที่พอเพียงอย่างที่ไม่มีกีฬาชนิดใดเทียบได้แน่นอน
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:21
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration
11
2)     เรามาวิ่งกันทำไม
เราวิ่งกันเพื่อที่จะเป็นทางเลือกของความบันเทิงที่หลีกหนีอบายมุข
ทุกวันนี้  ความบันเทิงที่เหมาะสมหายากเข้าทุกที  ความบันเทิงธรรมดาๆที่ครั้งหนึ่งเคยเล่นเคยบันเทิงได้อย่างฟรีๆ  ทุกวันนี้ต้องซื้อหา  กิจกรรมที่มีคุณประโยชน์หลายกิจกรรมถูกทุนและการค้าริบเอาปริมณฑลไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้  ห้องสมุดก็ยังงมโข่ง  ไม่ยอมปรับตนเองเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป  ที่ยังเปิด-ปิดตามเวลาราชการ  พอเราเลิกงานก็ดันปิดห้อง  อากาศทุกวันนี้ก็ร้อนเป็นบ้าเป็นหลัง  เหลือเพียงแอร์เย็นในห้างสรรพสินค้า  ที่แม้ว่ามันไม่ใช่สถานต้องห้าม  แต่สำหรับยุวชนที่อ่อนเปลี้ยภูมิต้านทานจะมองไม่เห็นหลุมพรางมากหลายถูกขุดดักไว้อย่างจงใจ  ปรนเปรอความสุขทางเนื้อหนัง  จมูก,หู,ลิ้นที่เมื่อลองไล่ไปให้ถึงที่สุดปลายทางล้วนไม่พ้นทางแห่งอบายทั้งสิ้น  ตัวอย่างปรากฏการณ์ที่ผ่านมายืนยันว่า  วิจารณญาณของผู้ที่มีอายุน้อย  มักยังตามไม่ทันเล่ห์เพทุบายของแผนกวิจัยบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน  อีกทั้งยังเจือไปด้วยความเย่อหยิ่ง จองหอง  ไม่ปรารถนาคำเตือนใดๆอีกด้วย

การออกมาวิ่งกัน  การจับกลุ่มความสนใจในสุขภาวะของตนเอง  ย่อมนำมาซึ่งคำแนะนำที่ปราศจากมูลค่าซื้อหา  ที่จะหลีกเลี่ยงอันตรายในรูปต่างๆแก่กันและกัน  จากสมาชิกที่ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีใจรักสุขภาพเป็นเจ้าเรือนทั้งนั้น  มันจะเป็นหน่ออ่อนที่ดีสำหรับการตกผลึกเป็นกลุ่ม  เป็นชมรม  ประสาน,ถักทอ,ร้อยรัด  ขับเคลื่อนธงสุขภาพของขบวนการประชาชน  หากรักที่จะสานจะก่อต่อไป
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:22
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
12
3)     เรามาวิ่งกันทำไม

เรามาวิ่งกันเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของปัจเจก  เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับประเทศชาติที่เข้มแข็ง
หากมีประชากรมากที่กะปรกกะเปลี้ย  ภาระก็จะตกอยู่กับประชากรที่แข็งแรง  ต้องมาโอบอุ้มผู้อ่อนแอ  แทนที่จะได้ใช้พลังความสามารถไปกับความเจริญก้าวหน้า

นั่นคือ......แต่ละคนจะพบความเหนื่อยยากต่ำสุดก็แต่ในเรือนร่างที่แข็งแรง  และเรือนร่างเช่นนี้เองที่จะเอื้ออำนวยให้จิตที่มั่นคงแน่วแน่อยู่ได้  กล้าเผชิญอุปสรรคอย่างสง่าผ่าเผย  โดยที่เป็นผู้คนที่ไม่ทอดอาลัยด้วยการเอาแต่ตัวเองให้รอดจากความอ่อนแอทั้งปวง  ไม่ต้องเป็นภาระแก่ผู้อื่น  ถือได้ว่าผ่านภารกิจเบื้องต้นแล้ว

หากเป็นเช่นนั้นได้  ย่อมหมายความว่า  จะเป็นการโยกงบประมาณรักษาพยาบาลและการสาธารณสุขก้อนมหึมาไปสู่การกีฬาและกิจกรรมด้านเวชศาสตร์ป้องกันขนานใหญ่     ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:23
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
13
4)     เรามาวิ่งกันทำไม

เราวิ่งกันเพื่อกำหนดชะตากรรมของตัวเองอย่างทวงหาศักดิ์ศรี
สำหรับผู้ที่ไม่สมบูรณ์นัก  ท่ามกลางความป่วยไข้ที่บ่อยครั้ง  เขาไม่อาจเลือกที่จะรอดพ้นหรือแม้กระทั่งเลือกตายได้นั้น  เขายังเหลือช่องทางที่จะยังความสามารถเป็นผู้เลือกกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ ผ่านการออกกำลังกาย  ไม่ยอมเป็นผู้อยู่นิ่งๆ  รอคอยให้โรคภัยและโชคชะตาซัดเหวี่ยงเอาตามอำเภอใจ  จะเป็นตายเมื่อไรไม่รู้ได้  แต่ก่อนวันนั้นจะมาถึง  เราเลือกทำอะไรได้แน่นอน

ผมไม่ได้กล่าวเพ้อเจ้อที่จะบอกให้ผู้ป่วยออกมาวิ่ง  ทั้งๆที่ตัวเองไม่สบาย  แต่ช่วยบอกหน่อยซิถึงตัวอย่างจำนวนมากที่ผู้ป่วยดื้อแพทย์  ฝ่าฝืนคำสั่งหมอออกมาวิ่ง  แล้วสุดท้ายหายโรคภัยเป็นปลิดทิ้ง   โดยเชื่อว่า  ถ้าจะตายทั้งทีขอตายในท่าวิ่งดีกว่าตายบนเตียงที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางว่าคนแล้วคนเล่า  รายแล้วรายเล่า  อย่างนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ที่ไม่มีใครสำรวจแน่ชัดว่า  จำนวนมากเท่าไร  ที่กลายเป็นคนละคน  พลิกโชคชะตาด้วยลำแข้งและฝ่าเท้า  เหล่านี้มีจำนวนมากจนอำพรางไม่มิดแล้วว่าการวิ่งนั้นเป็นความมหัศจรรย์อย่างที่สุด
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:23
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, pcalibration
14
5)     เรามาวิ่งกันทำไม

เรามาวิ่งกันเพื่อให้เห็นโลกและเข้าใจชีวิตอย่างที่มันเป็นอยู่  ว่า     เรานี้มิได้เก่งที่สุด  หรือบ๊วยที่สุด  การที่เราเข้าใจว่าเราเก่งหรืออ่อนที่สุดมุมใดมุมหนึ่งตายตัวนั้น  เป็นเพียงความเชื่อในกะลาโบราณที่รอเวลาให้แสงสว่างผ่านชำระเข้าไป

ใครที่แย่ที่สุดแล้ว  พอมาวิ่งก็มักจะพบคนที่แย่กว่าเสมอ  ใครที่แสนเก่งสุดยอดก็จะพบว่า  มีคนที่ยอดกว่านายเสมอ  เหนือฟ้ายังมีดาว  ภาพชีวิตเยี่ยงนี้  ลองจินตนาการดูซิว่าจะเอื้ออำนวยให้ภาวะจิตใจและความสำนึกชนิดใดตั้งมั่นอยู่ได้?

ในท่ามกลางการฝึกวิ่ง  ความสำเร็จย่อมขึ้นอยู่กับความอุตสาหะของแต่ละราย  ใครลงทุนไปมากน้อย  ก็ย่อมได้รับผลตอบแทนไปเช่นนั้น  และในมิติที่ลึกลงไป  หากโชคดีอย่างพอเพียงเราอาจพบพานความเอื้ออารีมีน้ำใจที่แสนงดงาม  ชื่นชมในความเสียสละได้เกือบทุกซอกหลืบของความเป็นตัวใครตัวมันในสนามวิ่งแข่งขันเสมอ  รับรองไม่ได้พูดจนเว่อร์  ของอย่างนี้ต้องลองมาดูเอง

ณ  จุดตรงนี้นักวิ่งหลายคน ยอมรับว่า เขาได้มามีโอกาสซาบซึ้งกับความพ่ายแพ้ที่สง่างามอันสูงส่งสุดยอดกว่าชัยชนะแบบหลบซ่อนเป็นครั้งแรกก็ในวงการวิ่งนี่เอง
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:24
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration, หงอคง
15
6)     เรามาวิ่งกันทำไม

เราวิ่งกันเพื่อให้เห็นอะไรบางอย่างว่า   “มันอยู่ที่นั่น”   It was there  พิจารณาให้ดีเถิดพี่น้อง  ที่ฝึกวิ่งลงคอร์ทเหนื่อยแทบจะเป็นจะตายนี้ไปเพื่ออะไร  ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้น ว่า   “ใครวิ่งถึงก่อน ชนะ”  เราได้ติ้ดต่างความหมายบางอย่างขึ้นมาที่จินตนาการมาจากอากาศธาตุ  แล้วนิยามความหมายใหม่  จากความไม่มีอะไรเลย  และด้วยการครอบมงกุฎเสร็จสรรพ ว่ามันมีคุณค่า  ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว  มันก็คือความว่างเปล่าแท้เทียว

สิ่งเหล่านี้  มิใช่เรื่องผิดบาป  ที่มันถูกติ้ดต่างขึ้นมาเพื่อรสชาติขณะวิ่งให้อร่อยเอร็ดแก้เบื่อหน่าย  แต่เมื่อเข้าเส้นเรียบร้อยแล้ว  รับเหรียญ  เก็บเต็นท์  เลิกงาน  ควรละวางทุกอย่างลง  อย่าสวมหัวโขนกลับบ้าน  คนจะหัวเราะเยาะเอา

เล่ากันว่ามีคนเคยคุยกับน้องพิทักษ์ว่า  “ได้ถ้วยแล้วเอาไปทำอะไร”  ไม่รู้ว่าถามเล่นหรือถามเอาจริง  น้องพิทักษ์ก็ตอบอย่างที่ไม่รู้ว่าตอบเล่นหรือตอบจริงเหมือนกันว่า  “เอาไปวางไว้”

สำหรับผม อยากจะเรียกเป็น “วาทะแห่งปี”   สมควรจดจารไว้เป็นการเตือนสติระดับลึกที่สุดที่น้องพิทักษ์ให้กับวงการที่เดียว  ใช่แล้วครีบ  “เอาไปวางไว้”  ถ้ามิเช่นนั้นจะเอาไปถือไว้รึ??

เราได้ถ้วยมาก็เพื่อจะวางมันลง  เฉกเช่นเดียวกับยอด  Peak  ของเขาสูง  มิใช่เป้าหมายสุดท้ายของนักไต่เขาผู้สามารถ  แต่การได้กลับลงมาอย่างปลอดภัยต่างหาก  คือปลายทางที่แท้จริง  ยอดเขาเป็นเพียงแค่จุดกลับตัวที่เป็นครึ่งทางแค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจกันดี  ในหมู่นักไต่เขา  ที่มักจะตอบคำถามของผู้คน  การไปไต่เขามา  เป็นอย่างไร  สำเร็จหรือไม่  ว่า     “สำเร็จซิครับ  ก็ผมอยู่นี่ไง”

คำตอบเยี่ยงนี้  จำเพาะนักไต่เขาด้วยกันเท่านั้นที่จะซาบซึ้งความหมายอย่างที่สุด  ครับ..ขึ้นไปเพื่อที่จะได้ลงมา  และได้ถ้วยเพื่อที่จะวางมันลง  เป็นบทเรียนลึกล้ำ  ที่มีนักวิ่งไม่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:25
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration, หงอคง
16
7)     เราวิ่งกันไปทำไม

เราวิ่งกันเพื่อดัดแปลงตนเองคำว่า  “ใครที่เดินได้  ก็วิ่งได้”  นั้น  เป็นประโยคที่เคยได้ยินกันบ่อยๆ  แต่ใครก็วิ่งได้นั้นหมายความว่า  เป็นใครๆที่ฝึกมานะครับ  ต้องผ่านการเตรียมตัวมาอย่างพอเพียง  ที่สำคัญ  ในกระบวนการเตรียมตัวนี้เอง  มันจะไปมีผลต่อการก่อเกิดสุขภาพ  หล่อหลอมขึ้นรูปจิตใจเสียใหม่ให้แข็งแกร่งแน่นหนา  มันผู้ใดฝ่าด่านจัดตั้งความสม่ำเสมอนี้ไปได้  ย่อมมีผลต่อการขึ้นรูปจิตสำนึกพัฒนายกระดับวุฒิภาวะ

ดังนั้นกิจกรรมวิ่งจึงอยู่ในสถานะที่เป็นเป้าล่อในการเป็นเครื่องมือดัดแปลงตนเองใหม่  เพื่อท้ายที่สุดจะได้เป็นผู้ใหญ่ทั้งกายและจิตใจ

วันเวลาที่ผ่านไป  ประสบการณ์วิ่งที่นานวันขึ้น  สะสมพอกพูน  มีเรื่องเล่ามากมายให้ลูกหลาน  แทนที่ตำนานแห่งความเก่งกาจมาราธอน  มีเพียงความปรารถนาที่จะให้อนุชนได้รู้ได้เห็นอย่างที่พ่อเคยรู้เคยเห็นมาบ้างเท่านั้น  หมดเรื่องขลังแบบ  “อู้ฮู.....พ่อเก่งจังเลย”  ไปนานแล้ว  เหลือแต่เพียง  อยากให้พวกเขาเป็นนักวิ่งธรรมดาเหมือนพ่อบ้างก็พอแล้ว


15:20  น.
14   มิถุนายน  2549

 
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:26
ความเห็นนี้ถูกใจ เฮียไช้, ดวงจำปา, pcalibration
17
เชิญแลกเปลี่ยนได้ครับ
(223.207.250.211)
8 ก.ค. 57 11:27
ความเห็นนี้ถูกใจ เฮียไช้
18
เริ่มต้นจาก วิ่งเพือสุขภาพ วิ่งชนะใจตัวเอง -วิ่งเพื่อสร้างสถิติให้กับตัวเอง

วิ่งเพื่อเข้าสู่วงการวิ่ง -เริ่มอยากแข่งกับเพื่อนๆนักวิ่ง -เริ่มหลงตัวเอง เริ่มบ้า

ยอ อวดเก่ง ท้าทาย เข้าสู่ทำลายสุขภาพ ลืมสังขาร ลืมประมาณตน กลับมา

สู่บาดเจ็บ ไม่พ้นพบแพทย์เข้าสู่ขบวนการความหลังที่ผ่านมา และแล้ว ตาม

สวนสาธารณะมีนักวิ่งรุ่นเดอะเดินคุยกันถึงอดีตกันแบบ...กาลครั้งหนึ่งนานมา

แล้ว
เด็กเทพฯ
(114.109.216.233)
9 ก.ค. 57 07:16
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration
19
แรกๆก็วิ่งเพราะ"อยาก"สุขภาพดี

พอวิ่งๆ ไป ก็นึกถึงมาราธอน  "อยาก"ทำได้สักครั้งในชีวิต

พอวิ่งมาราธอนได้ครั้งแรก ก็อยู่ที่ท้ายๆ อายคนอื่น ก็"อยาก"ได้ที่กลางๆ 

พอวิ่งได้ที่กลางๆ ก็"อยาก"อยู่คนต้นๆ 

พอได้คนต้นๆ ก็"อยาก"ได้ถ้วยสักใบในชีวิต

พอได้ถ้วยมาใบสองใบ  ก็"อยาก"จะได้ถ้วยทุกสนาม

สรุป วิ่งเพราะความ"อยาก"

ปล. พอบาดเจ็บก็ยัง "อยาก" หายใจไวๆอีก เอาซี่ กิเลสหนาจริงๆ
(58.136.30.199)
วิ่งไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก
9 ก.ค. 57 13:52
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration
20
มีหลายเหตุผลของการมาวิ่งฮะ  เคลื่อนคล้อยไปตามเหตุและปัจจัย

ขอบคุณทุกบทความของลุง

(1.10.203.151)
ตราบแสงเงินแสงทองยังส่องฟ้า....ตราบแสงรุ่งสุริยาประดับสรวง....ตราบอาทิตย์ทาบทอลออดวง....คงเหนี่ยวนำน้อมหน่วงรังสีชัย
9 ก.ค. 57 21:26
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, pcalibration, หงอคง, เฮียไช้, จอย101
21
ภาพนี้  คุณวรกิจเพื่อนรักของพวกเราที่จากไป   ถ่ายไว้ครับ
อาลัยวรกิจอีกครั้งหนึ่งในที่นี้
(223.207.250.26)
10 ก.ค. 57 01:20
ความเห็นนี้ถูกใจ ดวงจำปา, หงอคง, เฮียไช้
22
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ อ.กฤตย์
ได้อ่านและติดตามข้อเขียนบทความของท่านฯมาตลอดครับ
เป็นประโยชน์นำไปใช้ในชีวิตจริงของนักวิ่งได้ทุกสถานการณ์
(223.207.85.179)
วิ่งเพื่อชีวิต สปิริตส่วนบุคคล
14 ก.ค. 57 06:11
23
ได้ประโยชน์มากครับ

กฎระเบียบการใช้เว็บ forrunnersmag.com

  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่มีลักษณะก้าวล่วงหรือหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เสื่อมเสีย
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หยาบคาย ลามก อนาจาร หรือก้าวร้าวเกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้
  • ห้ามใช้ข้อความที่มีเจตนากล่าวหา ว่าร้ายบุคคลอื่น โดยไม่มีหลักฐานหรือแหล่งอ้างอิง
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่พาดพิงเรื่องการเมือง
  • ห้ามแสดงเจตนาลบหลู่ ดูหมิ่น บุคคลอื่น
  • ห้ามใช้นามแฝงที่มีความหมายหยาบคาย ลามก หรือชวนให้เข้าใจว่าเป็นบุคคลอื่น
  • ห้ามแสดงเนื้อหาที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย
  • ยอมให้ลงประกาศซื้อขายในกรณีที่เป็นการซื้อขายมือสองเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าในลักษณะที่เป็นการค้าขายเชิงธุรกิจ
วิธีใช้รหัสบีบี

ความคิดเห็น

รหัสยืนยัน

โปรดใส่อักขระที่ปรากฏในรูปนี้

โดย


พื้นที่โฆษณา