กฤตย์ ทองคง
เป็นที่รู้กันแล้วว่า
“การวิ่ง”
เป็นการออกกำลังกายที่ติดอันดับที่ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์สูงมากชนิดหนึ่ง
แต่ในอีกด้านหนึ่งย่อมมีหมายความว่าผู้ฝึกต้องมีวิธีการทำที่ถูกต้องด้วย
การฝึกที่ถูกต้องเหล่านี้มาจากไหน
ตอนแรกๆมนุษย์ก็ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น
แต่เกิดจากการลองถูกลองผิด
กับการสังเกตผลลัพธ์
แล้วภายหลังมา
ได้ใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวจับสังเกต
มีการบันทึกและแยกแยะตัวแปรต่างๆ
เพื่อตัดประเด็นคิดเอาเองอันเป็นจุดอ่อนของผู้สังเกตออก
ทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น
ตราบจนทุกปัจจุบัน
มนุษย์เราเชื่อว่าด้วยวิธีการเหล่านี้
ความรู้เรื่องวิ่งและการออกกำลังกายต่างๆด้วยวิธีที่ได้รับการบันทึกมา
เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด
จนกว่าจะมีความรู้ใหม่เอี่ยมในอนาคตมาล้มล้าง
เราจะใช้ความรู้ทางเวชศาสตร์กีฬาเหล่านี้มาปรับปรุงการฝึกวิ่งนั่นเอง
ในบรรดานักวิ่งถนนของพวกเรา
ส่วนใหญ่จะฝึกกันเอง
ไม่มีโค้ชหรือผู้ดูแลให้การฝึกมีคุณภาพสูงสุด
ความที่เราต้องพึ่งพาตนเองในเรื่องนี้
เรียกร้องให้เราต้องลุกขึ้นให้ความตั้งใจในการแสวงหาความรู้เรื่องวิ่งไว้ให้มากที่สุด
ไม่สามารถทอดภาระให้ใครได้
ค่าที่ว่า
ผลลัพธ์จากการวิ่งได้ดีหรือไม่ดี
ล้วนตกอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น
แต่เป็นที่น่าเสียใจ
เท่าที่ผู้เขียนสังเกตในหมู่พวกเรา
ยังมีการปฏิบัติฝึกที่คลาดเคลื่อนจากแนวทางที่เหมาะสมอยู่มากในทุกระดับชั้น
ไม่ว่าผู้วิ่งที่มีเป้าหมายสุขภาพ
พฤติกรรมฝึกแบบที่เห็นและเป็นอยู่
ผลลัพธ์ทางสุขภาพเขาจะได้รับน้อยมาก
แม้ในรายที่มีเป้าหมายพัฒนาการวิ่งเพื่อเอาไปแข่งขันก็เช่นกัน
ฝึกแบบจำเขามา
ที่ขาดการพิจารณาถึงระดับความเป็นไปของตัวเองกันเอาเลย
ไม่ว่าเบาเกินไป
หรือหนักเกินไปเป็นต้น
ตลอดจนจุดอ่อนที่ควรเร่งรัด
และจุดแข็งที่ก้มหน้าก้มตาพัฒนาครั้งแล้วครั้งเล่า
ผลรวม
ออกมาเหนื่อยฟรี
ฝึกกี่ปีกี่ปี
ฝีเท้ากระดิกน้อยมาก
ปัจจุบันมีผู้รักสุขภาพออกมาวิ่งกันมาก
อุปกรณ์ที่เหมาะสมวางขายเกลื่อน
มีให้เลือกมากชนิด
ไม่ว่ารองเท้า
ชุดวิ่ง
นาฬิกา
ล้วนแต่ดีดีและเป็นของต่างประเทศราคาแพงทั้งนั้น
ฯลฯ
แต่สิ่งที่ผู้วิ่งขาดแคลนมากเหลือเกินกลับไม่มีวางแผงขายเอาเลย
คือ
“องค์ความรู้เรื่องวิ่ง”
ที่ความสำคัญหากจัดชั้นลำดับกันแล้วว่านักวิ่งควรมีอะไรก่อนหลังตามความจำเป็นแล้วละก็
“ตัวความรู้”
นี้ต้องมาก่อน
มีความสำคัญจนกลบอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างท่วมท้น
ที่พวกเราหลายคนกลับมีสายตาไปให้ความสำคัญกับอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเกินความจำเป็น
และหลายครั้งมีอาการเห่ออุปกรณ์ช่วยวิ่งจนเกินความเป็นจริง
อันเกิดจากสำคัญผิดในข้อความจริงนั่นเอง
การดำริจะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมีความรู้สองระดับที่รอการเข้าถึง
คือหนึ่งต้องตระหนักว่าสุขภาพดีต้องออกกำลังกายนี้ส่วนหนึ่ง
และสองคือพฤติกรรมที่ออก(กำลัง)นั้น
ต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีด้วย
ความรู้ประเภทหลังนี้สำคัญขนาดมันอาจทำให้เป้าหมายเพื่อสุขภาพประการแรกนั้นไม่ถึงเอาเลย
หรือหนักไปกว่านั้นที่ผลักไสให้ผู้ฝึกกลายเป็นคนบาดเจ็บด้วยซ้ำ
เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้คงกำลังรอคอยให้ผู้เขียนเฉลยมาว่าอะไรคือความรู้ที่ยังเข้าไม่ถึงตรงนั้น
หากเฉลยออกไป
บางคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเก่า
รู้มาตั้งพันปีแล้ว
เช่นการวอร์มก่อนวิ่ง
และขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย
ที่เห็นมักจะวิ่งก็วิ่งเลย
แม้กระทั่งวิ่งมาหลายปี
ก็ยังเห็นไม่ยืดเส้นมีมากมาย
พวกเขาอธิบายว่า
ตัวเขาไม่ซีเรียส
“ผมวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น
ไม่ได้เอาไปแข่งที่ไหน”
ราวกับเข้าใจว่าขั้นตอนการเตรียมตัววิ่งมีสำหรับพวกแชมเปี้ยนเท่านั้น!!!
บางคนไม่ดื่มน้ำหรือดื่มน้อยมากระหว่างออกกำลังกาย
รอให้เสร็จก่อนค่อยดื่มทีเดียว
ที่ได้ยินกันเสมอจนกลายเป็นคลาสสิคคือ
“อย่าดื่มมาก
เดี๋ยวจุก”
และอีกจำนวนนึงแอบเชื่อกันว่า
การพยายามดื่มให้น้อยจะเท่ากับเป็นการฝึกน้ำอดน้ำทน
อันเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของนักวิ่งชั้นดี!!!!!
ว่าไปโน่น
ใครที่ยังเข้าใจอย่างนี้อยู่
ขอให้ท่านทราบว่า
ผิดเต็มใบครับ
เป้าหมายเพื่อสุขภาพที่เห็นกล่าวอ้างกันบ่อยๆนั้น
บางรายก็เพื่อสุขภาพจริงๆ
บ้างก็เอ่ยเป้าหมายนี้ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความขวยอายในการแข่งขันในกรณีที่พัฒนาวิ่งแล้วไม่ดีขึ้นสักที
จะได้ไม่เสียหน้า
อันนี้เป็นลักษณะแย่ๆของคนไทยจำนวนมาก
ความที่ขาดความกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายและความ(อาจจะ)ล้มเหลว
คืออุปสรรคชิ้นโตของความสำเร็จ
และนี่กระมังคือรากเหง้าวิธีคิดที่พันธนาการสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปได้ช้าในทุกๆเรื่อง
เมื่อไม่ยอมรับออกมาตรงๆผลก็คือ
เขายอมปราศจากการระดมไอเดีย
และวิธีการที่เหมาะสม(กับตัวเขาเอง)ว่าการจะเข้าไปถึงเป้าหมายนั้นๆจะต้องปฏิบัติ(หรืองดเว้น)
อะไรบ้าง
กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ
การฝึกก็จะก้าวหน้าไประดับนึงแล้วก็ชนเพดานไม่ไปไหน
การเร่งระดมฝึกเพิ่มขึ้นขนาดไหนก็ปราศจากผล
ความที่เป้าหมายไม่แจ่มชัดนั่นเอง
แน่นอนว่าไอเดีย
และความรู้ที่เหมาะสมในฐานะเครื่องมือชิ้นดีนั้นอาจยังไม่มี
แต่ไม่เป็นไร
ไม่มีใครเกิดมารู้มาแต่ต้น
เราย่อมแสวงหาได้จากผู้ที่รู้
,
ผู้ที่ทราบวิธี
แต่คุณจะไม่เดินเข้าไปหาแหล่งความรู้เหล่านั้นแน่หากคุณไม่มีเป้าหมายที่กล้ายอมรับออกมาตามตรงว่า
“ฉันมีเป้าหมายฝึกวิ่งเพื่อไปเอาถ้วยรางวัล”
เผลอยังประณามความคิดพัฒนาเหล่านี้ว่า
“เครียด”
และตีความอย่างไม่เป็นคุณกับการวิ่ง
และกล่าวพึงพอใจกับการยังวิ่งได้แบบปัจจุบันอยู่
ทั้งๆที่พฤติกรรมฝึกหลายอย่างสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
เรากำลังนิยามแรงต้านจากธรรมชาติอันเกิดจากความบากบั่นหมั่นเพียรจากการฝึกว่า
“เครียด”
ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่องกัน
ไอ้แรงต้านเหล่านี้
เราจะฝึกไปอย่างปราศจากแรงต้านนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ถ้าอย่างนั้นปลายทางที่หอมหวาน
เราจะเรียกว่า
“ความสำเร็จ”
ได้อย่างไรกัน
จะเพียงแต่เลือกรับแผนฝึกเฉพาะแบบสบายๆที่ปราศจากรีบเค้นใดๆเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นกระมัง??!!!
ท้ายที่สุดตัวปัญหาจริงๆอาจเป็นไปได้อยู่ที่
“ทัศนคติ”
ที่เป็นโลกทรรศน์
และชีวทรรศน์ชุดหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อการฝึกต่างหาก
ในอีกระดับ
ผู้รักสุขภาพที่ใช้การวิ่งในการออกกำลัง
ก็ฝึกเบามากเกินไป
ยิ่งวิ่งยิ่งช้า
ยิ่งวิ่งยิ่งน้อยลงตามจำนวนปีที่(คิดว่า)ตัวเองแก่
เอานิยามระดับสุขภาพเฉลี่ยของนักออกกำลังกายสม่ำเสมอไปเทียบเคียงกับประชากรทั่วไป(ที่ไม่ออกกำลังกายใดๆเลย)
สำหรับพวกหลังเหล่านี้
อายุขึ้นเลขต้นด้วยเลข
4
เขาเรียกแก่แล้ว
จะทำอะไรให้ดูสังขารซะบ้าง
คือคำเตือนที่นักวิ่งได้รับจากบุคคลรอบข้าง(ที่ไม่ได้วิ่ง)
อันที่จริงพวกเราก็ไม่ได้ดูสังขารจริงๆ
คือไม่ได้ดูสังขารเลยว่าตัวเองมีความแข็งแกร่งแน่นเหนียวกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั่วไป
มันเป็นคนละพวก
ที่เราจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้
ผลจากการที่มีโลกทรรศน์แบบนี้
ทำให้นักวิ่งหูเบาเสียประโยชน์จากการได้อานิสงส์ของร่างกายที่สมบูรณ์อยู่แล้ว
แทนที่จะได้ไต่ระดับเพิ่มความฟิตเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อรุกคืบยึดคืนภาวะสุขภาพที่ถูกอายุและกาลเวลายืดไปกลับคืนมา
กลายเป็นเดินตามหลังพวกประชากรเฉลี่ยอย่างเซื่องๆ
สิ่งที่ผู้เขียนได้ยินเสมอก็คือคำเตือนของเพื่อนชมรมวัยทองที่หวังดีไม่อยาก
ให้ผู้เขียนสิ้นชีวิตตามนักวิ่งที่ตายคาสนามไปเมื่อไม่นานมานี้
ที่พวกเขาเห็นผู้เขียนวิ่งเทมโปได้เป็นชั่วโมง
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เห็นก็คือ
แฟ้มประวัติการวิ่งและการฝึกตลอด
20
ปีที่ผ่านมาของผู้เขียนที่ผ่านอะไรมาบ้าง
และประวัติความบาดเจ็บจากการวิ่งที่ไม่เคยเจ็บเลยมา
16
ปีแล้ว
ดู
เหมือนสิ่งที่เขาพิจารณาสิ่งเดียวคืออายุกับจำนวนความหงอกขาวของเส้นผมที่
นิยามว่าบุคคลเมื่ออาวุโสแล้วต้องมีระดับความฟิตที่เสมอกันหมด
พวกเราเป็นกันอย่างนี้หรือไม่
พวกเราที่ยังวิ่งกันอยู่
เราเข้าใจเป้าหมายวิ่งได้ตรงตามตัวของตัวเองหรือไม่
เรากล้ายอมรับออกมาตรงๆเพื่อจัดสรรหาทรัพยากรที่ขาดแคลนหรือไม่
พวกเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสรีระมนุษย์เราขนาดไหน
เราเชื่อว่าเพดานของศักยภาพมนุษย์มีจำกัดแค่ไหน
สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวก็คือเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าความเชื่อที่คุณเลือกเชื่อถือชุดใด
ที่จะค้ำจุนและนำพาสุขภาวะและความสมบูรณ์พูนสุขเท่าที่กำลังศักยภาพที่มีอยู่จะเกื้อหนุนให้ตนเองในฐานะที่เกิดมาครั้งหนึ่ง
จะไปให้อุดมที่สุดเท่าที่จะทำได้.
11.40
น.
7 ธันวาคม 2553