กฤตย์ ทองคง
ระยะทางมาราธอน
ไกลถึง
42.195
ก.ม.
มันไกลเกินไปสำหรับการเคลื่อนย้ายร่างกายในคราวเดียวกันอย่างปราศจากความทรมาน
และมนุษย์เราก็เอาความคาบเกี่ยวระหว่างความน่าจะทำได้กับความไม่น่าจะทำได้นี้มาเป็นของเล่น
เรานึกสนุกที่จินตนาการกติกาใหม่ขึ้นมาว่า
ใครไปถึงก่อนกัน
แล้วใครไปถึงก่อนก็ได้รางวัล
และเหนือสิ่งอื่นใดคือ
“การยอมรับ”
และความที่ต้องไปให้ถึงก่อนผู้อื่นย่อมต้องไปด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเขา
อันนี้เป็นของแน่
และเพราะความที่ต้องไปอย่างเร็วนี้
มันจะผลักไสตัวเองให้วิ่งไปที่ริมขอบเหวอย่างไม่รู้ตัว
นักวิ่งบางคนกว่าจะได้ทันรู้ตัว
เขาเริ่มพลัดหลุดจากขอบเหว
และวินาทีหลังจากพลัดไปแล้ว
การจะกู้คืนใดๆก็ทำไม่ได้
ความเจ็บปวดที่ได้รับมิใช่เพียงแต่พ่ายแพ้
อดได้รับการยอมรับ
แต่เป็นอะไรที่เจ็บปวดมากมาย
ไม่เพียงแต่ความทรมานทางร่างกายหรือจิตใจแต่เพียงอย่างเดียว
แต่มันเป็นอะไรที่ได้ทิ้งรอยประทับพิมพ์นั้นไว้กลางหัวใจ
ไม่มีใครเห็น
แต่กลับกระจะกระจ่างใจกับเจ้าตัว
ร่องรอยนี้ระบุไม่ได้ว่าเป็นร่องรอยแห่งความประทับใจหรือริ้วบากแห่งความขมขื่น
ที่ท้าทายให้มีการล้างตาขึ้นอีกครั้งหลังตัดสินใจแขวนนวม
มูโรกามิ
นักวิ่งนักเขียนชาวญี่ปุ่นพรรณนาไว้ว่า
“จะมีมนต์วิเศษใดที่เสกเป่าให้ตัวเองสืบเท้าก้าววิ่งไปได้ตลอดทาง”
เขาเชื่อว่า
“หากปราศจากมนต์วิเศษเหล่านี้ที่พร่ำบอกตนเอง
จะไม่มีทางจะรอดไปได้”
ในที่สุดมูโรกามิได้ข้อสรุปจากพี่ชายที่เป็นนักวิ่งเช่นกันว่า
“ด้วยการเลือกหนทางแห่งทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือกอย่างสมัครใจ”
คือคำเฉลยที่สรุปความเนื้อหาของมาราธอนทั้งหมด
สำหรับนักวิ่งด้วยกัน
มันง่ายที่จะเข้าใจเมื่อได้ยินการเลือกได้รับความเจ็บปวดอย่างสมัครใจตั้งแต่ในคราวแรก
แต่สำหรับผู้คนที่มิใช่นักวิ่งย่อมยากที่จะเข้าใจหรือเข้าถึงภาวะจิตใจที่มีแนวโน้มเป็นซาดิสต์เช่นนั้น
สิ่งที่นักวิ่งมาราธอนเลือกไม่ได้
ก็คือความเจ็บปวด
ที่ผู้เขียนไม่แจ้งชัดนักว่าจะให้คำอธิบายกับท่านทั้งหลายในความเจ็บปวดนี้เป็นเยี่ยงไร
มันมิใช่เป็นความเจ็บปวดที่เป็น
Injury
แต่จะเป็น
Suffer
หรือภาวะบางอย่างที่
Uncomfortable
Conditions
คำถามที่น่าสนใจก็คือ
ทำไมถ้าเรายังเรียกนักพยายามวิ่งมาราธอนว่าเป็นคนปกติ
แล้วเหตุผลใดเล่าที่คนปกติเหล่านี้จึงกลับเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเลือกรับหนทางแห่งทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือกอย่างสมัครใจ
ความข้อนี้นักวิ่งเองไม่มีคำตอบใดๆให้
กลับล้วนแต่ชี้นิ้วของเขาไปที่
“ให้ลองมาวิ่งดูแล้วจะรู้เอง”
แทนคำตอบใดๆ
แต่สิ่งที่นักวิ่งเลือกได้ก็คือ
การรับภาวะทรมานนั้นด้วยท่วงท่าอย่างไรต่างหาก
เพื่อให้ในที่สุดเราจะผ่านพ้นมันไปได้อย่างรับความเสียดทานน้อยที่สุด
ข้อ
สรุปที่เป็นเนื้อหาของการวิ่งมาราธอนอย่างนี้เองที่มีสำเนียงละม้ายคล้าย
คลึงกับหลักธรรมชั้นสูงจากศาสนาต่างๆที่เคยเสนอทางออกแห่งมนุษยชาติไว้นาน
แล้ว
หลังจากที่ใครพอมีประสบการณ์กับความผิดหวังมาราธอนมาบ้างแล้ว
เขาย่อมพอจะรู้ว่า
ด้วยแรงใจหรือแรงกายแต่เพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอเพียง
แต่ผู้วิ่งต้องระดมทั้งสองแรงมารับมือกับมาราธอน
การเอาใจเข้าสู้ล้วนๆ
แต่ซ้อมมาน้อย
ผลลัพธ์ก็จะทรงกายแทบไม่รอด
หรือแม้ฝึกมาดีร่างกายแข็งแกร่ง
แต่หากสิ้นไร้วิธีคิดที่สร้างสรรค์และจินตนาการ
คนเราก็ไม่รู้ว่าจะวิ่งมันไปเพื่ออะไร
เคล็ดลับที่มูโรกามิเสนอมาก็คือ
อย่าปล่อยให้ความสนุกสนานจากการวิ่งละลายหมดสิ้นไปในการวิ่งใดๆอย่างไม่เหลือร่องรอยค้างคาไว้บ้าง
เพื่อเขาจะได้นำร่องรอยที่สนุกสนานจากการวิ่งเก่ามาเป็นเชื้อมูลต่ออายุการวิ่งครั้งใหม่ไปได้
และทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆในกระแสของการฝึกซ้อม
มูโรกามิบรรยายว่า
“มุกเดียวกันนี้ที่เขาใช้ในการเขียนนิยาย
เขาจะหยุดทันทีที่เขียนได้อย่างรื่นไหล
หากเขาทำเช่นนี้
งานเขียนวันถัดไปจะหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
และเขาก็เชื่อว่า
เออร์เนสต์
แฮมมิงเวย์
ก็ทำแบบเดียวกัน”
สำหรับผู้เขียน
ได้ประสบการณ์จากการฝึก
Hard
Sessions
ต่างๆว่า
ในช่วงขณะคูลดาวน์
ผู้เขียนจะถามตนเองว่า
“เราสามารถทำต่ออีก
2
–
3
เที่ยวได้หรือไม่”
(แต่ไม่ทำ)
ซึ่งผู้เขียนมักจะได้คำตอบเสมอว่า
“ได้”
เป็นคำตอบที่ยืนยันให้อุ่นใจว่า
ร่างกายเราสามารถรับมือถือครองแผนการฝึกนี้ได้อย่างตลอดรอดฝั่งแน่
เพราะความที่เราเหลือพื้นที่เล็กน้อยไว้แสตนด์บายกับ
“ความสด”
ที่ต้องเหลือซ่อนอยู่ภายใต้กลีบกล้ามเนื้ออยู่บ้าง
ย่อมไม่เป็นการฉลาดนักที่นักวิ่งใดจะฝึกหรือวิ่ง
จนสิ้นสภาพในตอนจบ
Sessions
หรือสิ้นการแข่งขันราวกับจะสิ้นใจ
โดยปราศจากพื้นที่กับความสดใดๆให้เหลือแม้แต่น้อย
เราย่อมไม่ขับรถจนน้ำมันเกลี้ยงถังจนไม่สามารถขับไปเติมน้ำมันได้
เราย่อมไม่วิ่งกันจนสิ้นสภาพที่จัดการกับกิจวัตรใดๆทั่วไปไม่ได้
เราวิ่งเพื่อที่จะวิ่งได้อีก
เราย่อมสงวนรักษาวันพรุ่งนี้ไว้เสมอของกิจกรรมใดๆ
และเพื่อที่จะให้เป็นดังนี้ได้
เราต้องปฏิบัติต่อการวิ่งด้วยการกำหนดจังหวะที่เหมาะสมกับความเป็นตัวเอง
และด้วยท่วงท่าของการเกลี่ยกำลังงานอย่างชำนิชำนาญ
แม้เราอาจวิ่งเก่งแตกต่างกันไป
แม้ความสามารถตัวของเราในมาราธอนอาจห่างชั้นกับแชมเปี้ยนมากมายนัก
แต่ความเป็นนักวิ่งมาราธอนชั้นดีเรียกร้องให้ต้องรู้ระดับของตัวเอง
มือใหม่ย่อมอาจยังไม่รู้เป็นธรรมดา
แต่เขาควรอุทิศความใส่ใจอยู่ทุกลมหายใจของการวิ่งว่า
ระดับของตัวเขาเองอยู่
ณ
ตำแหน่งใด
ท่ามกลางบริบทวิ่งหนึ่งๆ
และแม้นักวิ่งผู้มีประสบการณ์แล้วย่อมต้องหยั่งถึงระดับของตนเองใหม่ทุก
3
–
4
เดือน
เป็นระยะ
เพื่อเขาจะสามารถวิ่งได้ในทุกสนามแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพที่ตนเองมี
และท้ายที่สุด
เมื่อแต่ละคนสามารถหยั่งถึงระดับที่ตนเองสามารถ
เขาย่อมมีศักยภาพที่จะดีไซน์ความใฝ่ฝันส่วนตัวของการวิ่งตัวเองขึ้นมาอย่างเหมาะสมกับจริตของแต่ละคน
การวิ่งไปปีแล้วปีเล่าก็จะไม่ผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย
จะไม่ผ่านไปอย่างสิ้นไร้พลัง
ทำให้นักวิ่งต่อเนื่องการวิ่งไปได้
ที่จากสายตาภายนอกจะงุนงงสงสัยว่า
วิ่งเข้าไปได้ยังไง
วิ่งตลอดชีวิต
วิ่งได้อย่างไรวิ่งตลอดไป
บ้าหรือเปล่าวะ!!!
ประมาณนั้น
13.50 น.
8 เมษายน 2553