กฤตย์ ทองคง
เรื่องเสียดท้องขณะวิ่งนี้จำได้ว่าผู้เขียนนำมากล่าวไว้ทีหนึ่งแล้ว
แต่จะไม่ไปตามทำให้บทความเก่าสมบูรณ์ขึ้น
หากแต่จะเพิ่มข้อมูลใหม่ๆเข้าไปตรงนี้เลย
ให้สังเกตว่า
ในรายที่วิ่งแล้วเสียด
ใช่หรือไม่ครับว่า
การเสียดของคุณจะมีความสัมพันธ์กับความเร็ว
พูดง่ายๆก็คือ
เสียดเพราะวิ่งเร็ว
และถ้าวิ่งให้ช้าลง
ก็จะเสียดน้อยลงและถ้าหยุดวิ่งหรือเดินได้ก็จะยิ่งเลิกเสียดไปเลย
ปัญหาก็คือ
คุณกำลังทำเวลาอยู่ในสนามแข่งที่สถานการณ์ไม่อนุญาตให้คุณหยุดแม้แต่เบาความเร็วลง
ขืนแม้เพียงแผ่วลงเท่านั้น
คุณก็มีหวังโดนเสียบแน่ๆจากตัวที่กำลังตามติดมาทางข้างหลัง
ผู้ที่ทราบคนแรกก็คือตัวของเราเอง
ที่แม้จะอุตส่าห์เก็บฟอร์มพยายามไม่ทำอาการอะไรให้กระโตกกระตาก
โดยพยายามง้ำประคองรักษาเพซความเร็วไม่ให้ตก
เพื่อจะค่อยไปว่ากันใหม่
ในอีกสักโลสองโลข้างหน้า
แต่ก็ยังไม่เคยได้มีใครทำได้มิดชิด
ความลับจะแตกภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น
และยิ่งผู้เสียดท้องทำใจได้ช้าเท่าไร
ก็จะยิ่งทรมานใจมากเท่านั้น
ยิ่งดื้อดึงยิ่งไม่ยอมจบ
ยิ่งดันทุรังก็ยิ่งพังพาบเร็วขึ้น
ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นใครฝืนชะตากรรมได้พ้นสักราย
มีทางเดียวครับ
ให้รีบทำใจ
และปล่อยสถานการณ์ให้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดไปตามธรรมชาติ
คือยอมช้าลง
ยอมโดนแซง
เป็นอันว่า
วันนี้ไม่ใช่เป็นวันของเรา
และผู้เขียนก็ไม่เคยเห็นนักวิ่งใดที่เกิดอาการจุกเสียดขณะวิ่งโดยไม่ได้วิ่งเร็ว(ตามฐานของเขา)เช่นกัน
อาการ
เสียดเป็นเสมือนปลายมีดตะขอแหลมจากคู่ต่อสู้ที่วิ่งตามเรามาทางด้านหลัง
เหวี่ยงเสียบติดฉึกเข้าไปที่เนื้ออ่อนๆปลายชายโครงติดหนึบ
โดยที่เราคลำหาด้ามเพื่อดึงออกไม่พบ
ผู้เขียนเคยโดน
“ไอ้มือดี”
เหน็บตะขอติดเป็นของฝาก
จนต้องยอมยกถ้วยให้เป็นของมัน
ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
และทำนองเดียวกัน
วันดีคืนดี
เราก็เป็น
“ไอ้มือตะขอ”
ที่วิ่งตามแชมเปี้ยนไปกระทั่งแชมป์เหลียวมาพบแบบตาเหลือกทะหลนก็มิรู้กี่ศพต่อกี่ศพแล้วอีกเหมือนกัน
เป็นเช่นนี้ทั้งสองแบบ
มันดีจัง
มันดี
อีตอนไปล่อเขา
แต่อีตอนเราตัวงอส่ายไปส่ายมากลับสนุกไม่ออก
อาการเสียดเป็นอาการที่เกิดขึ้นแม้ในรายที่อาจจะฝึกมาดีแล้ว
ถ้าตราบใด
เธอเร็วเกินฐานของเธอนั่นแหละเป็นเจอดี
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
จะพบในราว
1
ใน
3
ของทั้งหมด
และ
2
ใน
3
ไม่เกิด
และอาจพัฒนาเปลี่ยนรูปไปได้
และที่สำคัญมันอยู่ตรงนี้เอง
คือ
มันเปลี่ยนได้
แต่ต้องริทำที่สนามซ้อม
ไม่ใช่สนามจริง
แนวปฏิบัติที่ผู้เขียนให้ไว้กับนักวิ่งที่มาฝึกด้วย
เป็นแนวทางก็คือ
จงอย่าหนีภาวะจุกเสียด
ให้มันเข้ามาเลย
แต่เราก็จะใช้วิธีหย่อนหน่อยนึง
เมื่อมันเข้ามาทักทาย
โดยตบความเร็วให้ช้าลงเล็กน้อย
ในลักษณะที่ผู้วิ่งยังต้องควบคุมความเร็ว
ไม่ให้ตกลงวูบวาบ
เป็นการบริหารความจุกประการหนึ่ง
ขณะเมื่ออาการกลับค่อยยังชั่วแล้ว
(ไม่ใช่หาย)
ก็ให้รีบคืนความเร็วที่หายไปเหมือนเดิม
และแน่นอนถ้าเป็นเช่นนั้น
มันก็อาจกลับมาเสียดอีกย่อมมีความเป็นไปได้มาก
ก็ให้เราพยายามฝืนต่อไปทั้งๆที่ยังเสียดนั้น
จนกระทั่งทนรู้สึกอีกไม่ไหวก็ให้หย่อนลงมาเหมือนเดิมเล็กน้อย
จนกระทั่งมันกลับเข้าที่อีกทีอย่างที่เราพยายาม
ก็ให้คืนความเร็วไปอีกครั้ง
ทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
มันจะเท่ากับเป็นการสอนให้ร่างกาย
รับมือกับภาวะเสียดนั้น
โดยจำลองสภาพการณ์ที่เหมือนจริง
แต่ไม่ใช่เป็นการฝืนตลอดให้ร่างกายรับทารุณเต็มๆ
และการฝึกเสียดเช่นนี้
ก็จะไม่หายไปในระยะเวลาการฝึกครั้งเดียวหรือแม้แต่หลายครั้งก็เถอะ
แต่ร่างกายจะค่อยๆผลักไสให้ภาวะทนที่ต้องทุกข์นั้นห่างออกไปและออกไปเรื่อยๆตราบเท่าที่ร่างกายเราแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อยนั่นเอง
จนกระทั่งคุณจะไปเริ่มรู้สึกจุกเสียดอีกทีเอาหลังเส้นชัย
ที่เราไม่มีความจำเป็นจะต้องไปวอรี่มันอีกต่อไป
ด้วยไอ้ตับไตม้ามหรือกระเพาะ
มันไม่ใช่อวัยวะที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในช่องท้องเฉยๆ
หากแต่มันถูกเชื่อม,ยึด,โยงและแขวนอยู่ด้วยผังผืดและเส้นเอ็นกระบังลมแล้วไปติดกับกระดูกซี่โครงเราอีกที
ซึ่ง
เราก็จะรู้สึกเมื่อยเส้นเอ็นผังผืดและกระบังลมเหล่านี้ที่ยังต้องรับแรง
เครียดที่ต้องยึดโยงน้ำหนักเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่ากับการกระแทก
มันจึงเกิดการจุกเสียดขึ้น
หรือกล่าวอย่างเพิ่มความเข้าใจขึ้นก็คือ
ภาวะความจุกเสียดเป็นภาวะเกร็งตัวที่ก่อกำเนิดอย่างสะสม
ไม่ใช่เกิดครั้งเดียว
Owen
Anderson
Phd.
เจ้าเก่าได้ให้เราทดลองพยายามเลี่ยงมันด้วยวิธีง่ายๆดังนี้
คือ
ถ้าคุณรู้สึกเสียดในช่องท้องด้านขวา
(ดังที่เรามักเป็นกันเสมอๆ)
ให้ลองกำหนดหายใจออกเมื่อเท้าซ้ายกระทบพื้นและกลับกันในอีกด้านคือ
ถ้าเสียดท้องทางด้านซ้ายก็ให้ลองกำหนดหายใจออกเมื่อเท้าขวากระทบพื้น
อีกวิธีหนึ่งคือพยายามฝึกหายใจด้วยช่องท้องด้วยการกำหนดเองอย่า
ปล่อยให้ธรรมชาติกำหนดด้วยการนอนหงายและใช้หนังสือหน้าเหลืองโทรศัพท์หนักๆ
วางบนช่องท้อง
ณ
ตำแหน่งที่มักรู้สึกเสียดเป็นประจำ
และพยายามยกหนังสือขึ้นด้วยการหายใจเข้า
และผ่อนหนังสือลงด้วยการหายใจออก
Anderson
ให้เหตุผลกระทำเช่นนี้ว่าเท่ากับเป็นการฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อช่องท้อง
ซึ่งเมื่อมันแข็งแกร่งขึ้นก็เท่ากับเป็นการช่วยให้อวัยวะภายในถูกจัดวางอย่างมั่นคงมากขึ้น
ซึ่งเท่ากับมันจะถูกโยก,ดึง,รั้ง
ให้น้อยลงกว่าเดิมนั่นเอง
อีกประการหนึ่ง
ผู้วิ่งจะลองฝึกทั้งสองประการนี้ก็ต่อเมื่อเขารู้จักการกินการรับอาหารและน้ำดื่มให้เหมาะสมด้วยเสียก่อนเป็นปฐม
ไม่ใช่สวาปามเสียแน่นไปหมดแล้วไปวิ่ง
อย่างนี้ยังไงๆก็เอาไม่อยู่หรอกครับ
01:12
น.
1
ม.ค.
2548
จาก A Stitch in Time….Hurts , Porter Shimer
R.W. Dec 1994 P.24