กฤตย์ ทองคง
ถาม
การวิ่ง
Sprint
แตกต่างจากการวิ่ง
Speed
Works
อย่างไร
เป็นตัวเดียวกันหรือไม่?
Miss Key
12 มิย. 2552
ตอบ
ไม่ใช่ครับ
คนละตัว
Speed
Works
เป็นการฝึกวิ่งระดับก้าวหน้าเพื่อเป้าหมายปรับปรุงความเร็วสำหรับนักวิ่งผู้มีประสบการณ์
เป็นการฝึกความเร็วชนิดต่างๆ
ที่ถ้าประกอบกับ
Session
การฝึกอื่นๆอีก
อย่างเหมาะสม
และนานเพียงพอ
ผู้วิ่งก็จะยกระดับความสามารถวิ่งได้เร็วในระยะแข่งขันต่างๆได้
การฝึก
Speed
Works
(ต่อไปจะเรียกย่อยๆว่า
SW)
เป็นการเรียกการฝึกความเร็วชนิดต่างๆอย่างรวมๆกัน
ที่มีหลายอย่าง
เช่น
Fartlek
,
การวิ่งขวางสนามฟุตบอล
,
การวิ่ง
Tempo
,
หรือการลงคอร์ท
Interval
Training
เป็นต้น
ฯลฯ
ยกเว้น
Tempo
ตัวเดียว
การฝึกความเร็วต่างๆเหล่านี้จะเห็นลักษณะร่วมอย่างหนึ่งโดยเด่นชัด
คือมีพฤติกรรมการฝึกอยู่สองช่วงคือ
ช่วงวิ่งเร็ว
(Sprint
Phase)
กับช่วงวิ่งช้า
(Recovery
Phase)
ยกตัวอย่างจากการฝึกคอร์ท
เราจะพบว่าจะมีช่วงพักจ็อก
เป็นอาการวิ่งอย่างช้าๆเพื่อให้ร่างกายฟื้นจากความหอบเหนื่อย
และช่วงอัดความเร็ว
สลับกันไปสลับกันมา
จนกว่าจะจบ
Set
หรือจบ
Session
การฝึกวันนั้น
ส่วนการ
Sprint
เป็นการวิ่งความเร็ว
เป็นคำที่ให้ความหมายว่าวิ่งเร็ว
ไม่ว่าการวิ่งเร็วนั้นจะอยู่ที่ใด
ก็เรียกเป็น
Sprint
หมดทั้งนั้น
ในตัวอย่างข้างต้น
Sprint
เป็นช่วงหนึ่งใน
SW
เท่านั้น
คือช่วงวิ่งเร็ว
คือ
Sprint
Phase
นั่นเอง
กล่าวอีกอย่างก็คือ
Sprint
เป็นส่วนประกอบหนึ่งส่วนใน
SW
เท่านั้น
ส่วนการวิ่งแบบ
Tempo
นั้นเรามีมุมมองในเรื่องเหล่านี้อย่างไร
เราจะวิจารณ์ว่า
Tempo
เป็นการฝึกชนิดที่ปราศจาก
Recovery
Phase
นั้นหรือเปล่า
ด้วยว่าถ้าเราเข้าใจ
การวิ่ง
Tempo
แล้ว
จะไม่พบว่ามีช่วงตอนใดที่ไปอย่างช้าๆเพื่อพักฟื้นกำลังแต่อย่างใด
พวกเรามีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
ในมุมมองของผู้เขียน
ยังขอเรียก
Tempo
ว่ามีการ
Recovery
อยู่ในตัวด้วยเสมอไป
แต่ลักษณะการฝึกปฏิบัติ
เป็นการนำเอาการ
Sprint
Phase
กับ
Recovery
Phase
ใส่เข้าไปในขวดเดียวกัน
ปิดจุก
แล้วเขย่าอย่างแรงๆให้กลมกลืน
ผสมปนเปจนเป็นเนื้อเดียวกัน
ที่แตกต่างจากคอร์ทชัดเจนตรงที่การฝึกคอร์ทจะมีลักษณะฝึกแยกสองช่วงเด่นชัดเหมือนตัวกะทิกับน้ำแกง
Sprint
เป็นSprint
และ
Recovery
เป็น
Recovery
ไม่ปะปนกัน
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะการวิ่ง
Tempo
เป็นการวิ่งที่เร็วแต่ไม่เร็วนัก
และผู้วิ่งต้องวิ่งอย่างเกลี่ยแรงและเผื่อพลังงานไว้เสมอ
ไม่อนุญาตให้ไปด้วยความเร็วเต็มศักยภาพใดๆ
ตลอดระยะทางหรือตลอดระยะเวลาที่ฝึก
Tempo
เราจะไม่ฝึกด้วยความเร็วที่ตกลงเลย
จะเป็นไปด้วยความเร็วที่คงที่
การณ์จะเป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยการผสมผสาน
Recovery
ลงไปในตัว
Sprint
ในเวลาเดียวกันนั่นเอง
คำถามนี้มีความสำคัญก็ตรงที่
ถ้าผู้วิ่งเข้าใจว่า
Sprint
ก็คือ
Speed
Works
ตัวเดียวกัน
ผู้ฝึกก็มีแนวโน้มที่จะให้ความใส่ใจกับช่วง
Sprint
Phase
เท่านั้น
โดยละเลยความสำคัญช่วง
Recovery
Phase
นักวิ่งก็จะพลาดเป้าอย่างที่นักวิ่งรุ่นพี่ในอดีตผิดพลาดมากันเยอะ
ด้วยการอัดความเร็วกันสูงจัดในช่วง
Sprint
Phase
และไปมีอาการ
“จ็อกมั่ว”
คือ
ไม่สามารถควบคุมการจ็อกได้ดี
เดี๋ยวจ็อกนาน
เดี๋ยวหยุดคุยสนทนา
เหนื่อยมากนั่งซะดื้อๆ
ยังผลให้ผลลัพธ์ฝึกออกมาไม่เป็นกระบวน
ตอนอัดกับคู่ประกบในสนามจริง
กระแสลมปราณแตกระส่ำ
และกระอักโลหิตกลางเวหา
เมื่อศัตรูสะบัดฝ่ามือสะท้านภพ
การฝึก
SW
ที่จะได้ผลดีอย่างหนึ่งก็คือ
ผู้วิ่งต้อง
“คุมจ็อก”
นั่นคือต้องออกแบบจ็อกมาจากตารางวิ่งเลยว่า
กับการวิ่งคอร์ทนี้จะจ็อกด้วยอาการอย่างไร
เช่นกำหนดว่าวิ่งช้าๆ
ไม่เดิน
เป็นจำนวนกี่วินาที
เป็นต้น
แล้วทำให้ได้อย่างนั้นทุกเที่ยว
ถ้าไม่ไหวพักไม่พอ
ต้องออกแบบใหม่ให้จ็อกที่นานออกไป
เรียกว่าเพิ่มจ็อก
แต่ก็ไปเพิ่มทุกเที่ยว
และควบคุมให้เป็นไปตามนั้นเสมอ
จะทำอย่างนี้ได้
ผู้วิ่งต้องเห็นความสำคัญของการจ็อกว่ามันคือส่วนหนึ่งของการฝึก
เป็นส่วนสำคัญของตารางวิ่งเช่นเดียวกับตัว
Sprint
นั่นเอง
ดังนั้น
ต้องเข้าใจว่า
Sprint
คือการเร่งความเร็ว
และ
Speed
Woks
คือตัวแผนฝึกความเร็วต่างๆที่จะมี
Sprint
เป็นตัวละครหนึ่งอยู่ในนั้นด้วย.
00.36 น.
13 มิถุนายน 2552