เบญจมินทร์ เชาวน์วิทยางกูร
เกือบจะทันทีที่เด็กสามารถเดินได้
เขาหรือเธอจะเริ่มพยายามวิ่ง
ด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นของโรคอ้วนในเด็ก
มันจึงสำคัญมากขึ้นกว่าก่อนในการกระตุ้นให้เด็กๆ
สนใจกิจกรรมออกกำลังกาย
และคุณก็อาจพบว่าคุณมีแชมเปี้ยนสักคนมาจากการออกกำลังกายนั้น
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาถึงวัยเข้าโรงเรียน
เด็กๆ
จำนวนมากได้สูญเสียความกระฉับกระเฉงที่มีมาแต่กำเนิดไป
แต่ถ้าคุณให้ความสนใจในการคงให้ลูกของคุณยังคงกระตือรือร้น
คุณสามารถทำให้ความต้องการตามธรรมชาติส่วนใหญ่ของเขาในการวิ่งต่อไปเรื่อยๆ
ได้
นั่นไม่ได้หมายถึงให้ลูกของคุณต้องไปฝึกความเร็วทุกๆ
เช้า
แต่ด้วยการกระตุ้นให้เล่นออกกำลังกาย
คุณสามารถปลูกความรักในการออกกำลังกายไปตลอดชีวิตเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
และบางทีอาจบำรุงเลี้ยงความสามารถพิเศษในการเล่นกีฬาตามรูปแบบต่อไปในอนาคตก็ได้
ต่อไปนี้คือวิธีการนำลูกของคุณไปสู่กีฬาของคุณจากวัยก่อนโรงเรียนจนถึงเริ่มเป็นผู้ใหญ่
แน่นอน
ให้จำไว้ว่าเด็กๆ
ล้วนแต่มีความต้องการพิเศษเป็นของตัวเอง
และนั่นคือพวกเขาอาจจะไม่ร่วมหลงใหลกับการวิ่งในที่สุดก็ได้
เด็กๆ วัยก่อนเข้าโรงเรียน
จากเมื่อพวกเขาหัดเดินจนกระทั่งอายุ
5
ขวบ
เด็กๆ
ไม่ควรฝึกวิ่งตามแบบแผนใดๆ
เลย
พวกเขามีพัฒนาการที่เร็ว
และมีการมองเห็น
ท่าทางการเดินการวิ่งและการทำงานประสานกันที่ยังไม่พัฒนา
ดังนั้น
ควรกระตุ้นให้เขาเล่นออกกำลังกายมากกว่าการวิ่งจะดีกว่า
โชคดีที่สิ่งเหล่านี้มีมาโดยธรรมชาติในเด็กวัยก่อนโรงเรียนส่วนมาก
ทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องทำคือจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้เขาเข้าไปเล่น
ถ้าอยู่ข้างนอกก็จะดีมาก
การรักษาความเย็นของร่างกาย
เด็กๆ
มีแนวโน้มที่ร่างกายจะร้อนเกินไป
(และเย็นอย่างรวมเร็วเกินไป)
มากกว่าผู้ใหญ่
พวกเขายังไม่มีระบบเหงื่อที่มีประสิทธิภาพ
และมีอัตราส่วนของผิวหนังต่อน้ำหนักตัวที่มากกว่า
ซึ่งหมายถึงพวกเขาสามารถรับและสูญเสียความร้อนได้เร็วมาก
ต้องให้แน่ใจว่าพวกเขาฝึกโดยสวมใส่ชุดบางๆ
หลายๆ
ตัว
ที่สามารถถอดออกหรือใส่กลับได้เร็ว
และไม่อนุญาตให้เด็กๆ
ฝึกในระหว่างที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน
ที่สำคัญอีกอย่างคือต้องแน่ใจว่าพวกเขาดื่มน้ำจำนวนที่มากพอ
เนื่องจากเด็กๆ
เองมักจะลืม
วัย 6-11 ปี
เด็กๆ
ในวัยนี้ควรจะมีพัฒนาการควบคุมการเคลื่อนไหวในการวิ่งที่มากขึ้นแล้ว
แต่ยังคงมีแนวโน้มตามธรรมชาติของพวกเขาคือวิ่งแบบพุ่งออกไปเร็วในระยะสั้น
เขาอาจมีปัญหาในการวิ่งให้มีประสิทธิภาพ
เนื่องจากแขนขาของพวกเขายังมีสัดส่วนไม่สมกับมวลกล้ามเนื้อของเขา
การให้เขาได้วิ่งในการเล่นเกมส์
และรวมถึงการฝึกทักษะด้วยลูกบอลช่วยพัฒนาการประสานงานของร่างกายได้
ให้คิดเป็นระยะเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม
(เป้าหมาย
20-30
นาที
3-5
ครั้งต่อสัปดาห์)
มากกว่าระยะทางที่ต้องทำได้
เมื่อเด็กๆ
ใกล้จบระดับชั้นประถม
การเจริญเติบโตของพวกเขาอาจเร่งเร็วขึ้น
ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาในการเจริญเติบโต
และเด็กๆ
ที่กระฉับกระเฉงอาจทุกข์ทรมานกับสภาวะที่เรียกว่าอาการจากปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก
(Osgood-Schlatter
syndrome)
ทำให้มีอาการปวดรุนแรงที่ใต้ลูกสะบ้า
อันเป็นผลจากความเครียดของการถูกแทนที่ของชั้นกระดูกอ่อนที่เติบโตขึ้นบริเวณส่วนปลายของกระดูกขาที่อยู่ใต้เข่า
สภาวะดังกล่าวจะหายไปเมื่อเด็กโตเต็มที่
แต่เราไม่ควรละเลยหรือมองข้ามปัญหาไป
ที่จริงเราไม่ควรมองข้ามอาการปวดในทุกกรณีของเด็กๆ
เพราะมันอาจเป็นสาเหตุของความเสียหายในระยะยาวไปจนเขาเติบใหญ่
การจัดเตรียมไม่ให้เด็กประสบปัญหาต่างๆ
พวกเขาจะสามารถเริ่มวิ่งระยะทางไกลได้
(สูงสุดถึง
1
ไมล์)
เพื่อให้เรียนรู้ถึงความอดทน
วัย 12-16 ปี
เมื่อเด็กๆ
เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น
การฝึกซ้อมของพวกเขาสามารถเพ่งความสนใจได้มากขึ้น
มันเป็นวัยที่เหมาะให้เขาเริ่มแข่งขันในระยะสั้น
(สูงสุดถึง
5
กิโลเมตร)
และเป็นวัยที่ความสามารถพิเศษด้านการวิ่งจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น
โดยทางกายภาพแล้ว
พวกเขายังอาจมีปัญหาที่มีสาเหตุจากพัฒนาการที่รวดเร็วของพวกเขา
แขนขาของวัยรุ่นเติบโตเร็วมาก
จึงทำให้พวกเขาดูซุ่มซ่าม
ซึ่งสมองกำลังพยายามปรับตัวตาม
อันเป็นผลให้การรับรู้ช่องว่างยังไม่ดีนัก
มันเป็นความคิดที่ดีที่จะสอนท่าทางที่ดี
(good
form)
แก่นักวิ่งหนุ่มสาวในวัยนี้
วัยรุ่นหญิงจำเป็นต้องคุ้นเคยกับการฝึกซ้อมตามวงจรของการมีประจำเดือนและการเพิ่มขึ้นของไขมันในร่างกายของพวกเธอ
ซึ่งจะทำให้พวกเธอเชื่องช้าลง
ในขณะเดียวกันที่สำคัญคือพวกเธอไม่ควรไปสนใจกับการลดระดับไขมันในร่างกาย
ซึ่งจะไปรบกวนการมีประจำเดือน
(มีโอกาสนำไปสู่ปัญหาในการรักษารูปร่างในระยะยาวด้วย)
ในทั้ง
2
เพศ
กระดูกยังคงมีพัฒนาการและยังคงมีความเสี่ยงของการแตกร้าวจากความเครียด
(stress
fractures)
ซึ่งอาจลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการฝึกซ้อมบนพื้นผิวที่นุ่มเท่าที่เป็นไปได้
นักกินที่จุกจิก
เด็กๆ
ที่กระฉับกระเฉงจำเป็นต้องกินให้มากกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
แต่ไม่ต้องถึงกับนับจำนวนแคลอรี่ให้เขา
(พวกเขาไม่ควรถูกครอบงำด้วยอาหารเป็นอย่างยิ่ง)
แต่ให้พยายามใส่ใจกับการกินอาหารและระดับพลังงานของเขาแทน
ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าเขากำลังกินอย่างเพียงพอหรือไม่
อย่ายอมให้พวกเขากินอาหารขยะเป็นพิเศษเพื่อให้เขามาฝึกซ้อม
แต่ให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับโปรตีนมากพอจากอาหารของพวกเขา
(จากการวิจัยแนะว่า
1.1
–
1.2
กรัม
ต่อน้ำหนักตัว
1
กิโลกรัมต่อวัน
คือปริมาณที่เหมาะกับเด็กๆ
ที่กระฉับกระเฉง)
เพื่อการเจริญเติมโตและซ่อมแซม
รวมทั้งแคลเซียมสำหรับการเสริมสร้างกระดูก
และวิตามินต่างๆ
สำหรับช่วยในการเผาผลาญอาหาร
ที่มากพอด้วย
วัย 16-18 ปี
เด็กๆ
ส่วนใหญ่เกือบจะโตเต็มที่แล้วในวัยนี้
และสามารถร่วมฝึกซ้อมในระยะทางมากๆ
ได้
อย่างไรก็ตาม
การเข้าแข่งขันยังควรเป็นระยะสั้นและหลากหลาย–สูงสุดถึง
10
กิโลเมตร
บนสนามครอสคันทรี
ลู่และถนน
เนื่องจากความทนทาน
(endurance)
ยังไม่พัฒนาจนถึงช่วงอายุกลางถึงปลาย
20
ปี
ช่วงนี้จึงควรเน้นให้เข้าแข่งขันในประเภทความเร็วมากกว่า
การวิ่งของเด็กๆ (จากหนังสือ The Illustrated Practical Encyclopedia of Running, by Elizabeth Hufton, Hermes House (Anness Publishing) 2009.