We run because it makes us feel like winners, no matter how slow or how fast we go.
Florence Griffith Joyner and John Hanc

วิ่งช้าหรือวิ่งเร็วสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่ากัน

กฤตย์ ทองคง

ดูเหมือนว่าการรู้จักเล่นกับความเร็วในการฝึกวิ่ง  
จะเป็นแนวปฏิบัติเฉพาะนักวิ่งที่เอาจริงเอาจังกับการแข่งขันเท่านั้น


แต่นักวิ่งผู้ไม่สนใจกิจกรรมแข่งขัน  นอกจากจะไม่เล่นกับความเร็วแล้ว   
หลายรายยังมีความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์กับการฝึกความเร็วเสียด้วยซ้ำ


ยิ่งถ้าจะถามถึงรายที่นำเอาการเล่นความเร็ว  มาเป็นกิจกรรมเพาะสร้าง
ความแข็งแกร่งและเพิ่มอัตราเผาผลาญแคลลอรี่อย่างฉลาด
ในเป้าหมายการลดน้ำหนักของตัวเอง  ดูแทบจะหาไม่ได้เอาเลย



วงการวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
เกี่ยวกับความรู้ประเด็นเหล่านี้อยู่   ที่ได้ยินมา  พวกเราจำนวนมาก
ยังเข้าใจว่า  เพื่อการลดไขมัน   ผู้ออกกำลังกายที่เลือกการวิ่ง  
จะต้องวิ่งอย่างช้าเท่านั้น  ไม่ใช่วิ่งเร็ว   


โดยอ้างว่า   ปฏิกิริยาวิ่งช้าเท่านั้นที่จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน
      ส่วนการวิ่งเร็วจะใช้พลังงานจากกลัยโคเจน   
ซึ่งจะไม่มีผลในการช่วยสลายไขมันที่สะสมอยู่ตามที่ต่างๆ

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้  อาจเริ่มสงสัยว่า   
“อ้าว..........แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?”   


ก็ไม่ผิดหรอกครับ   การวิ่งเร็วเร็วเผาผลาญกลัยโคเจนอย่างมากจริง   
แต่ก็ไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริงถูกต้องเสียทีเดียว   และความเข้าใจ
ที่ยังไม่ชัดเจนนี้  มีผลทำให้   ผู้เลือกการออกกำลังด้วยการวิ่ง
พลาดที่จะได้รับคุณประโยชน์ของการวิ่งเร็ว  
ที่มีต่อการเผาผลาญแคลลอรี่ ในกระบวนการ  Metabolism



ผู้เขียนจึงอยากเรียนคำถามให้ท่านผู้อ่านที่กำลังมุ่งหวังในการลดไขมัน  
และกำลังเพียรพยายามแสวงหากิจกรรมสร้างสรรค์ใดๆ
ที่จะมาช่วยสลายไขมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า


“เพื่อการลดไขมันให้มากที่สุด   ผู้วิ่งจะต้องวิ่งช้าหรือวิ่งเร็ว”


ผู้เขียนเกือบจะแน่ใจว่าคำตอบเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์  
ที่จะได้รับ  จะต้องเทไปในทิศทางว่า  วิ่งช้าเท่านั้นเป็นคำตอบ


แต่นั่นเป็นตัวความรู้ที่ถูกต้องเพียงส่วนเสี้ยวเดียว  
และผู้เขียนกำลังจะบอกว่า  เรากำลังพลาดจุดสำคัญของเรื่องแล้ว

จงกระชับวงเข้ามา   และตั้งใจฟังให้ดีว่า   
ตัวของการวิ่งช้า  ร่างกายจะใช้ไขมันเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนจริงครับ 


  แต่การวิ่งเร็วก็มิได้ใช้แต่กลัยโคเจนอย่างเดียว   
การวิ่งเร็ว  ใช้พลังงานมาจากทั้งสองแหล่ง  ทั้งกลัยโคเจน  และไขมันด้วยไปพร้อมๆกัน


แม้บทบาทของอัตราส่วนของแหล่งพลังงานทั้งสองในการวิ่งเร็ว   
ร่างกายจะใช้กลัยโคเจนมากกว่าก็จริง   แต่ภายหลังจากการออกกำลังกาย
ด้วยการเพิ่มความเข้มข้น(ความเร็ว)จนจบสิ้นการฝึกไปแล้ว  


ร่างกายได้หยุดยั้งการเผาผลาญกลัยโคเจนไปแล้วก็จริง   แต่พวกเราทราบกันหรือไม่ว่า   
การณ์นี้หาได้หยุดยั้งการเผาผลาญไขมันลงไปด้วยไม่   
ร่างกายได้ดำเนินเผาผลาญไขมันต่อไป   แม้จะอยู่ในช่วงกำลังพักผ่อน  


เช่นคืนหลังจากที่พวกเราได้วิ่งเร็ว  ทั้งคืนนั้นร่างกายได้เผาผลาญไขมันต่อ
อย่างมโหฬารต่อไปทั้งๆที่เรากำลังนอนหลับ   แต่ขณะเดียวกัน   
นักวิ่งแนวหลังผู้วิ่งช้าอย่างเดียวและผู้ไม่ออกกำลังกายใดๆเลย   
ไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้

เมื่อผู้เขียนใช้คำว่า  เผาผลาญไขมันอย่าง  “มโหฬาร”  
ผู้เขียนหมายความเช่นนั้นจริงๆครับ   กรุณาฟังต่อไป



นักวิจัยจากห้องแหลบ  Human  Performance  มหาวิทยาลัย  
Appalachian  State  University  พบว่า   หลังจากผู้เข้ารับการทดลอง
ปั่นจักรยานอย่างเข้มข้นกว่าปกตินาน  45  นาที   สามารถสร้างผลลัพธ์
เพิ่มอัตราเผาผลาญสารอาหารขึ้นนานต่อเนื่องไปอีกถึง  14  ชั่วโมง  
หลังจากนั้น   


นั่นหมายความว่า   การเผาผลาญไขมันจะสลายเพิ่มขึ้นอีก  ร้อยละ  37  
ในระหว่างช่วงนั้นด้วย   แต่กับรายนักวิ่งช้าจะไม่พบปรากฏการณ์เหล่านี้

สอดคล้องกับผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย  Syracuse  ในปี  2004  
ที่ระบุว่า  “การวิ่งสามารถเผาผลาญแคลลอรี่ได้มากกว่าการเดินถึง  
ร้อยละ  50   ต่อระยะทางแต่ละไมล์   

ซึ่งเป็นตรรกะจากการพิจารณาจากระนาบเดียวกัน

ขอให้เรากลับมาดูตอนร่างกายวิ่งช้าบ้าง  เมื่อเปรียบเทียบกับการวิ่งเร็วแล้ว  มันก่อให้เกิดอะไรขึ้น   
ที่กล่าวว่ากิจกรรมวิ่งช้า  ใช้แหล่งพลังงานจากไขมันนั้น   พวกเราทราบกันหรือไม่ว่า


ไขมันจะสลายก็ต่อเมื่อ  ต้องผ่านการวิ่งช้าอย่างต่อเนื่องไปนานกว่า  20  นาทีเสียก่อน   
เมื่อก้าวแรกออกไปวิ่ง  ร่างกายก็ใช้พลังงานจากกลัยโคเจนเหมือนกับการวิ่งเร็วนั่นเอง   
และดำเนินเช่นนั้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  ตราบจนประมาณ  20  นาทีหลัง
   ร่างกายจึงสามารถ  “สับสวิทช์”  เปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานไขมันขึ้น 
  แต่กลัยโคเจนก็ไม่ได้ถูกตัดไป  ยังคงถูกเผาผลาญต่อไป  
พร้อมๆกับไขมันอยู่ดี   เป็นการใช้พลังงานจากสองแหล่งพร้อมๆกัน



ที่เป็นเช่นนี้  เห็นได้จากนักวิ่งมาราธอนจะเริ่มมีอาการแย่ลงหลังจากผ่านการวิ่งไปได้ประมาณ  สองชั่วโมง  
เพราะ กลัยโคเจนหมดลง   แม้จะเป็นการวิ่งช้าตลอดเส้นทาง   
ถ้าหากการวิ่งช้าได้เผาผลาญไขมันอย่างเดียว  ร่างกายก็คงสามารถยังวิ่งต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆตลอดทั้งวัน


อีกหนึ่งชิ้นของผลงานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเผาผลาญไขมัน มีอยู่ว่า
   ปริมาณไขมันในร่างกายของคนปกติ  สามารถเกื้อหนุนเป็นพลังงานให้
คนเราเคลื่อนที่ร่างกายไปได้ไกลขนาดไหน   โดยเอาปริมาณที่มีอยู่   
หากไม่เติมไขมันใหม่เข้าไป  คำตอบที่น่าทึ่งก็คือว่า   คนเราสามารถวิ่งไปรอบโลกได้  
โดยที่ไขมันก็ยังไม่หมดไปจากร่างกาย   
(แต่กล้ามเนื้อ และระบบอื่นๆสิ้นสภาพ  ต้องการฟื้นตัวและเยียวยาเสียก่อน)

   นี่จึงเป็นเหตุผลที่ระบุว่า   อาการนักวิ่งชนกำแพงนั้นไม่ได้เกิดจากการพร่องลงของไขมันใดๆ

เมื่อเราชนกำแพง   

มีหลายกระบวนการเกิดขึ้นด้วยไม่เพียงแต่ระบบกล้ามเนื้อต้องการการฟื้นตัวเท่านั้น   

แต่เพราะเราได้สูญเสียกลัยโคเจนไปพร้อมๆกับการก่อตัวเพิ่มขึ้น
ของสาร  Lactic  Asic  ในระดับกระแสเลือดหมุนเวียนนั่นเอง

เมื่อกล่าวถึงการสับสวิทช์  เปลี่ยนแหล่งพลังงานจากกลัยโคเจนอย่างเดียว
ไปเป็น กลัยโคเจนร่วมกับไขมัน   มิได้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ
ราวกับสับสวิทช์   หากแต่เป็นการค่อยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น  (Gradually  Increase  Burning  Fat)  
นั่นคือ  ตัวเลขที่ว่า  20  นาที  เป็นตัวเลขประมาณการณ์  
มิใช่เป็นเงื่อนไขเวลาเป๊ะๆ  มันทยอยเปลี่ยนครับ

เมื่อธรรมชาติมันเป็นกระบวนการเช่นนี้แล้ว   
เราเชื่อว่า   วิ่งช้าจะเผาผลาญไขมัน   
และใครก็ตามที่มีเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนักนั้น   
ผู้ออกกำลังกายวิ่งจะต้องวิ่งอย่างช้าเท่านั้น   จะมีผลทำให้เราพลาดเป้าหมายอย่างสำคัญ



เราจะพลาดเวลา  14  ชั่วโมงทองคำ  และโบนัสอีก  ร้อยละ  37  
นั้นไปอย่างน่าเสียดาย  ทั้งๆที่เราไม่ต้องออกแรงช่วงนั้นอีกเลย   
เปรียบเสมือนช่วงปลอดเบี้ยประกันในกรมธรรม์สมัยใหม่   
ที่แม้จะยังได้รับความคุ้มครองอยู่  แต่ก็ไม่ต้องจ่ายใดๆอีกเลย   

ผู้เขียนจึงขอกล่าวว่า   การวิ่งอย่างช้า  ร่างกายใช้ไขมันจริง   
แต่ถ้าคุณลดอ้วนได้ช้าลง  หรือวิ่งแล้วไม่ยอมลดลงอีก   
คุณต้องเพิ่มอัตราประสิทธิภาพเผาผลาญ   Metabolic  Rate  
ด้วยการฝึกวิ่งเร็วผสมเข้าไป


ประเด็นสำคัญ  มันอยู่ตรงที่   การวิ่งเร็ว  เป็นกิจกรรมที่บีบเค้น  (Stress)
  เรือนร่างนักวิ่งแนวหลังผู้ต้องการลดความอ้วนนั้น  
ที่อาจจะยังมีเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อไม่แข็งแกร่งพอที่รองรับการฝึก
อย่างนั้นได้โดยปราศจากการบาดเจ็บ   พออ่าน.....พอได้ทราบความจริง
ใหม่เพิ่มขึ้นนี้  จึงตื่นเต้น  เร่งรีบเข้าปะทะกับความเข้มข้น(เร็ว)
ด้วยความใจร้อน  อีกทั้งถูกเพิ่มดีกรีด้วยความกระชั้นชิด
มากกว่าการเอื้อให้ร่างกายทยอยปรับตัวอันควร  ผลก็เลยเดี้ยงไป


จึงกลายเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่ฝังใจเชื่อในทฤษฎีวิ่งช้าเผาผลาญไขมัน
นำมาอ้างว่าไม่ควรวิ่งเร็ว   เพราะเห็นมาว่า   ผู้ที่วิ่งเร็วแล้วเดี้ยง  
พร้อมทั้งยกตัวอย่างคนโน้น  ชี้ไปที่คนนั้นที่ประสบชะตากรรมจากการไม่บันยะบันยัง     

สิ่งสำคัญที่ผู้ออกกำลังทุกคนต้องทยอยเพิ่มความเข้มข้น(เร็ว)  
ขึ้นทีละน้อย  แม้ว่าตามทฤษฎีจะบอกกฎร้อยละ  10  ต่อสัปดาห์ให้กับเรา   
แต่เพื่อการป้องกันให้เหนียวแน่น  เราควรให้เพียงแค่ร้อยละ   เท่านั้น   

แต่ขอให้ลงมือทำจริง  อย่าเอาแต่รู้  ใช้ท่วงท่าปัญญาชน  
รู้ไปหมด  แต่ไม่ทำ

จงเปิดด้านปะทะเพียงศึกเล็กๆ  เปิดพรมแดนรับความบีบเค้น
เพียงด้านเดียว   และน้อยๆด้วย  นี่จะเป็นความฉลาด   


ความเร็วที่เราจะนำเข้ามาในแผนฝึก  ย่อมเป็นคนละอย่างกับคอร์ท
แบบนักวิ่งแนวหน้าที่อัดกันโครมๆ   แต่เป็นเพียงความเร็วที่เร็วกว่าเดิม  
หรือเร็วกว่าที่เราเคยวิ่งอยู่เล็กน้อย   แล้วหลังจากบ่มเพาะนานหลายสัปดาห์
เราก็จะทยอยเพิ่มขึ้นๆ


เช่น  6X200  เมตร  ด้วยความเร็วที่ประมาณ ร้อยละ 75  
ของความพยายามสูงสุด  เราก็ควรเพิ่มไปเป็น   เที่ยว  จากนั้นเป็น   เที่ยว
   และ   เที่ยวในที่สุด   ไม่ใช่จาก เที่ยวไป 10  เที่ยวทันที   
เวลาซึมซับเป็นสิ่งที่เรือนร่างผู้วิ่งต้องการ   นั่นจะทำให้เรามีเวลานานถึง
   สัปดาห์พอเพียงสร้างความแข็งแกร่งรับมือขึ้นมาแล้ว


จากนั้นให้ทยอยเพิ่มระยะเป็น  300  เมตร  ในความเข้มข้นเท่าเดิม  
หรือกล่าวได้ว่า  เพิ่มระยะเวลาฝึกต่อ  Session  
ให้นานขึ้นก็ย่อมได้   เป็นต้น    

ต่อไปนี้เป็นข้อยกเว้น  ข้อควรระวังที่สำคัญมาก  ให้ตั้งใจฟังด้วย   
มือใหม่หรือผู้บาดเจ็บยังไม่สมบูรณ์ดี ต้องห้าม   
แผนเหล่านี้เป็นของแสลงสำหรับคุณ   
ที่คุณต้องการการปูพื้นฐานสร้างความแข็งแกร่งเสียก่อน  (Aerobic  Base  Building)  
ซึ่ง  Jenny  Spangler  นักวิ่งมาราธอนโอลิมปิค ปี  1996 
และต่อมาผันตัวเองเป็นโค้ชกล่าวว่า   

ขั้นตอนปูพื้นฐานนี้สำคัญมาก


มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า   เราต้องปูพื้นฐานแอโรบิคอย่างไรและนานเท่าไร
   ถ้าเพื่อเพิ่มอัตรา  Metabolic  Rate  ไม่ใช่  Interval  Training  
สำหรับการแข่งขัน   ผู้วิ่งควรจะวิ่งอย่างช้าๆนานกว่า  –  เดือนขึ้นไป


   ถึงจะสามารถรับมือกับความเข้มข้นใหม่ที่เสริมเข้ามาได้อย่างปลอดภัย

ผู้เขียนขอตราไว้ให้ชัดเจนตรงนี้ด้วยว่า   บทความนี้  กล่าวจำเพาะผลดี
ของการจัดสรรการวิ่งเร็ว  ลงไปในแผนฝึกที่มีเป้าหมายเร่งให้เกิดอัตรา
เผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมัน  
อันเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งแนวหลัง   
ไม่ใช่บทความสำหรับการปูพื้นฐานสำหรับนักวิ่งแนวหน้า


ดังนั้น   จงอย่าอ้างอิงระยะการปูพื้นฐานความแข็งแกร่งนี้  (Aerobic  Base  Building  Period)  
ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้สำหรับเป้าหมายการแข่งขันเป็นอันขาด     

และตัวอย่าง  Speed  Work  ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้ก็อยู่ในระนาบพิจารณาเดียวกัน   นั่นคือ

หลังจากที่วิ่งช้า (Warm up)  นาน  15 – 20 นาทีแล้ว  
จงเสริมช่วงวิ่งเร็วเข้าไปเป็นระยะๆสลับด้วยการตบกลับมาช้าเท่าเดิม  ด้วยแผนการดังนี้


10  30  วินาที   นาทีจ็อก

อ่านว่า  ให้วิ่งเร็วนาน  30  วินาที  จำนวน 10 เที่ยว  สลับจ็อกช้า   นาที  ต่อเที่ยว

และสำหรับผู้ที่ฟิตดีอาจเพิ่มเข้าไปอีกดังนี้  

10   60  วินาที   นาทีจ็อก     เข้าไปอีก  ถ้าทำได้

โดยเริ่มด้วยการออกตัวแต่ช้ากว่าและทยอยเร็วขึ้น  
จนกระทั่งจบสิ้นระยะที่ไม่น่าจะเข้มข้นเกิน  ร้อยละ  75 – 80  ของความพยายามสูงสุด   
ให้ทำเพียงสัปดาห์ละ  –  ครั้ง  (ไม่ควรมากกว่านี้)  

ทั้งหมดนี้ให้ปฏิบัติอย่างสังเกตอาการ   ถ้าเกิดความเหน็ดล้ามาก  
จงแผ่วลง  และจัดการพักฟื้นเพิ่มขึ้น  หรืออาจพิจารณายุติก่อนชั่วคราว  
ถ้าเกิดความบาดเจ็บ  อย่าฝืนใดๆ



10.30 น. / 4 พฤษภาคม 2555

15 มกราคม 2558


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)