Only think of two things - the gun and the tape. When you hear the one, just run like hell until you break the other.
Sam Mussabini
British athletics coach

มาราธอนกับการเตรียมตัว

กฤตย์ ทองคง

ในสภาพการวิ่งแบบปกติธรรมดาของคนทั่วไป   คนเราจะวิ่งได้เพียงไกลระยะหนึ่ง   แล้วก็ต้องหยุด   เราไม่สามารถวิ่งต่อไปได้เรื่อยๆ  เป็นระยะทางหรือระยะเวลาที่ไกล

แต่สำหรับนักวิ่งจะแตกต่างออกไป  เราได้รับการฝึกหัดที่จะถ่างขยายระยะการวิ่งอย่างต่อเนื่องนี้ให้ไกลออกไปกว่าเดิม

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายให้แข็งแรง  เจ้าตัวจะได้มีความแข็งแกร่งแน่นเหนียวไปเป็นภูมิต้านทานกับแรงเสียดทานจากชีวิตประจำวันมาทำร้ายเราน้อยลง

ตรงกันข้าม   หากเราไม่ฝืนเอาไว้   ร่างกายก็จะปวกเปียกอ่อนแอลงเป็นลำดับ   ประจวบกับอายุที่มากขึ้น   ความเปลี้ยลงจากวัยจะเข้ามารุมประเดประดัง ยิ่งไปกันใหญ่

ในการวิ่งระยะไกล  อย่างมาราธอน   คนเราจะวิ่งประมาณ 40,000 ก้าว หรือถ้านับเพียงขาข้างใดข้างหนึ่งที่สัมผัสกับพื้นถนน   เราก็จะได้ประมาณ 20,000 ก้าว

ในการก้าวไปข้างหน้า   เนื่องจากเป็นการวิ่ง มิใช่เป็นการเดิน   ตัวเรือนร่างจะรับแรงกระแทกประมาณ  – เท่าของน้ำหนักร่างกายปกติ   ถ้าติ้ดต่างว่าผู้วิ่งมีน้ำหนักที่ 70 ก.ก.   สิ่งที่เรากำลังจะทำให้เกิดขึ้นก็คือ   เราผลิตน้ำหนัก 5.6  ล้านกิโลกรัม ลงไปบนข้อต่อ  กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่อต่างๆ  ตลอดระยะทางของสนามมาราธอน

อัตราชีพจรคนทั่วไปจะวิ่งมาราธอนก็ประมาณ 150 ครั้ง ต่อนาที   ขึ้นอยู่กับความเร็วของแต่ละคน   ถ้าว่ากลางๆ ไว้ก่อน   สมมุติที่70 ของความสามารถสูงสุดในโซนแอโรบิก

หัวใจของผู้วิ่ง   สำหรับรายที่วิ่งได้ประมาณ ช.ม. ระยะ 42 กม.  ก็จะเต้นหนักกว่าปกติถึง 36,000 ครั้ง  เป็นสองเท่ากว่าๆของสภาวะปกติ  เพื่อปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายและส่วนสำคัญต่อการวิ่ง เช่น ขา  ประมาณ  25 – 35  ลิตรในแต่ละนาที (ที่หากไม่วิ่ง  ก็จะเพียง – ลิตรเท่านั้น)

จะเห็นได้ว่า เรือนร่างต้องปรับตัวมากขนาดไหน  ในการลงวิ่งมาราธอน   (ตัวเลขที่ผู้เขียนกล่าวอ้างมาจากความสามารถโดยรวมของนักวิ่งแนวหลัง  ในการสำรวจของมหาวิทยาลัย  Loughborough  สหราชอาณาจักร)

เราเลือกที่จะจำลองสถานการณ์ออกกำลังกายที่เค้นแรงเครียดให้เกิดขึ้นกับร่างกายด้วยการวิ่งมาราธอน

มาราธอน   ไม่ใช่กิจกรรมที่มนุษย์ปกติกระทำกัน  โดยสภาพมันหนักหนาเกินไปสำหรับสภาพสังคมที่พรั่งพร้อมอย่างปัจจุบัน  ที่เราไม่มีความจำเป็นต้องไปวิ่งไล่กวาง หรือจับกระต่ายเป็นอาหารอีกต่อไปแล้ว

แต่มาราธอนมันก็ไม่หนักจนกระทั่งผู้คนทั่วไปเข้าไม่ถึง  ถ้าเปรียบกับการไปยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ที่จะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ไปถึง   แต่มาราธอน  หากผู้วิ่งมีการประเมินอย่างผิดพลาดที่สุด   เราอาจฟุบเรือนร่างรอเก็บกวาดอยู่บนพื้นถนน   ที่เต็มไปด้วยความช่วยเหลือจากเหล่า  Wardens และ Ambulance  ที่ต่างจากบนเทือกภูในเส้นทางยะเยือกไปสู่สวรรค์  ที่เมื่อพลาดเราอาจต้องอยู่บนนั้นนานตลอดหลายร้อยปีข้างหน้า

แต่มาราธอนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย   ถ้าหากเราหวังจะให้รอดพ้นเพื่อเข้าเส้นชัยในเวลาที่ปรารถนา  มันเรียกร้องการเตรียมตัวที่ถูกต้องเหมาะสม   มันต้องการให้เราจัดการด้วยองค์ความรู้  อีกทั้งใช้แรงบันดาลใจอย่างอุทิศทุ่มเท   เราจึงจะผ่านไปด้วยความภาคภูมิใจ

มาราธอนจึงเป็นกิจกรรมสมมุติที่มีความหนักหน่วงกำลังพอดีกับความท้าทาย  เพราะเมื่อบางคนอาจจัดการมันอย่างผิดพลาดไม่เหมาะสม   ญาติพี่น้องก็ไม่ต้องถึงกับร่ำไห้รดน้ำศพ

วิ่งยังไง ๆ ก็ถึง (ในเงื่อนไขปกติทั่วไป)   วิ่งยังไง ๆ ก็ไม่ตาย  แต่นรกอาจกิน  ถ้าจะวิ่งให้ได้ดี มันต้องฝึกซ้อมอย่างเหมาะสม  ถ้าเพิกเฉยเดี๋ยวรู้เรื่อง   มันจึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นกำลังดี

เมื่อพิจารณาดู   ความบีบเค้นที่ตัวมาราธอนมอบให้กับนักวิ่งมันไม่ธรรมดาเสียเลย

บอกตามตรง  ดูแล้วไม่น่าจะทำได้นะ  มันเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากปกติมาก  แต่คนเราก็ทำกันมาแล้ว ถ้าจะอ้างถึงสถิติการเสียชีวิต  ก็พบว่านักวิ่งมาราธอนรอดตายจากสนาม 42 กิโลมากกว่าคนทั่วไปรอดตายในสนามชีวิตอย่างเทียบกันไม่ได้  โดยดูเทียบจากอัตราการเสียชีวิตจากสำนักทะเบียนราษฎร์ประเทศไหนก็ได้

แต่เพื่อจัดการกับมาราธอนให้ได้ตามเป้าประสงค์   เราจึงต้องจัดการฝึกฝนร่างกายให้กระทำซ้ำ ๆ ในรูปแบบที่สร้างความแข็งแกร่งที่จำเพาะเจาะจง   ที่เป็นคนละความแข็งแกร่งอย่างนักเพาะกาย หรือนักฟุตบอล  ที่เราอาจจะถูกเหวี่ยงออกจากเวทีในครึ่งนาทีแรกของสนามซูโม่  แต่ในกติกาที่แตกต่างที่จัดให้ศัตรูมิใช่ใครอื่น  แต่เป็นระยะทาง   เราก็จะพลิ้วไปแล้ว  ก็ไปเรื่อยๆ  แล้วก็ไปไม่หยุด อย่างที่ซูโม่ยี่สิบคนวิ่งผลัดไล่จับเราไม่ได้

คนธรรมดาจะทำอย่างนี้ได้  ต้องฝึกให้มีระบบหมุนเวียนและระบบหายใจมีความมั่นคง  ด้วยการฝึกหัดหัวใจและปอด  ให้จับออกซิเจนและสันดาป  กับส่งเลือดที่ฟอกแล้วไปให้ทั่วร่างกาย

นักวิ่งจะต้องสร้างระบบพลังงานสำรองกักตุนในสภาพที่แตกตัวง่าย  สามารถนำไปใช้อย่างรวดเร็ว ง่ายกว่าใช้ไขมันอย่างเดียวที่มีน้ำหนักมาก  เป็นศัตรูกับการเคลื่อนไหว

นักวิ่งจะต้องจัดเตรียมกล้ามเนื้อ  ให้แตกต่างไปจากคนทั่วไปเป็นกล้ามเนื้อที่ทรงประสิทธิภาพ สามารถรับแรงบีบเค้นได้อย่างทรหด (กล้ามเนื้อแดง)

นักวิ่งจะต้องจัดหาเงื่อนไขให้ตัวเอง มีเส้นเอ็น เนื้อเยื่อ และกระดูกเหนียวแน่นและแข็งแกร่ง รับแรงเครียดทรงตัวต่อเนื่องเป็นฐานให้กล้ามเนื้อผลักตัวออกไปข้างหน้า

คำถามที่น่าสนใจก็คือ   ผู้วิ่งมาราธอนส่วนใหญ่ทุกวันนี้   ได้เตรียมตัวพร้อมหรือเปล่ากับกิจกรรมอันน่ามหัศจรรย์นี้

น่าเสียใจ.....ว่ามีคนจำนวนไม่มากนัก ที่สามารถฝึกสะสมจนเรียกได้ว่า “พร้อม”   ในคอกสตาร์ทเต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการจะใช้ “ใจ”  เข้าต่อตี  เชิดชูเกียรติของการเสียสละ อุทิศทุ่มเท  จัดการให้ได้ในครั้งเดียว  โดยที่ไม่ฝึกหัด  หรือฝึกหัดอย่างไม่ได้ระดับ

นักวิ่งมาราธอนไทย ที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมแบบนี้  จึงวิ่งปีแล้วปีเล่า มีผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก  ประมาณเดิมๆ  ไม่ดีขึ้น  พอแก่ตัวก็เฉาลงไป อ้างอายุเป็นสาเหตุปัจจัย   ทั้งๆที่มันเป็นเพียงปัจจัยเดียวในความช้าลง

พวกเราไม่ได้ทำการบ้านอย่างเพียงพอ   ไม่ได้ตั้งอกตั้งใจในการสร้างทัศนคติต่อชีวิตให้กระจ่างชัด  เราฝ่อง่ายเกินไปกับนักวิ่งผิวดำ

เราต้องการจินตภาพในความสมัครใจเริ่มนับหนึ่งในกระบวนการสร้างนักวิ่งมาราธอน  ทั้งในมิติของมาราธอนชาติไทย และมาราธอนของแต่ละคน  หากปราศจากความตั้งใจตรงนี้จริงๆ  เราก็จะถือครองอะไรไม่ได้เลย  แม้กระทั่งการวิ่งเพื่อสุขภาพ   ที่จำนวนนักวิ่งก็จะลดน้อยลงไปทุกปีๆ  

แม้ว่าหน้าใหม่ทยอยเข้ามาสะสม  แต่ยอดกลับเท่าเดิมหรือน้อยลง??  เรามักจะพูดกันว่าเป็นเพราะความเบื่อหน่ายที่วงการไม่มีอะไรใหม่  หรือเป็นเพราะความบาดเจ็บที่วิ่งมากจน  “กรอบ”

เพื่อไปให้พ้นจากสภาพเดิมๆ เราจะสมัครใจอุทิศความตั้งใจเพื่อมาราธอนกันให้เต็มที่ ทั้งในแง่การแข่งขัน  และในแง่การฝึกฝนเพื่อสุขภาพแล้วหรือยัง?


 สิงหาคม  2555   13.15  น.


http://www.forrunnersmag.com/webboard/viewtopic.php?topicid=9282


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)