๏ มาราธอน สอนจิต รู้ผิดถูก     มาราธอน หว่านปลูก อุดมผล
มาราธอน กอบเกื้อ เอื้อกมล      มาราธอน เตือนตน รู้ประมาณ 
ตะวันฉาย

สัมภาษณ์นักวิ่งเคนยา

กฤตย์ ทองคง

ก่อนพัทยามาราธอน(2554)   วัน    ผู้เขียนสัมภาษณ์นักวิ่งเคนย่าที่กำลังเตรียมตัวมาวิ่งพัทยา
การสัมภาษณ์เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหมายเพราะเป็นการพบกันโดยบังเอิญ  ต้องรีบฉวยโอกาส
การสัมภาษณ์ใช้เวลาไม่นานนัก   เพราะไม่ปรารถนาจะรบกวนเวลาพักผ่อนเตรียมตัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา   

คนแรกชื่อ   Mutai  David   จากเผ่า  Kalenjin   ไม่รู้ว่าเอานามสกุลไว้หน้าหรือเอานามสกุลไว้หลังนะ  เขาเขียนมาให้แบบนี้    เจ้าของ  PR (Personal Record)  2.17  Marathon   

อีกคนชื่อ   Ngare  Joseph  จากเผ่า   Kikuyu   เจ้าของสถิติ  1.03  Half Marathon   
เวลาสัมภาษณ์  19.30 – 20.20 น.  วันที่ 15 ก.ค.  2554   กรุงเทพมหานคร


ถาม

คุณทั้งสองทราบหรือไม่ว่า   วงการวิ่งถนนในประเทศไทยมีบางกระแสความคิดเห็นไม่ปรารถนาให้นักวิ่งที่มีฝีเท้าระดับนานาชาติเช่นนักวิ่งจากประเทศของคุณมาสะสมเงินจากซองรางวัลวิ่งแข่งในประเทศไทย  เพราะพวกเขาคิดว่า  เงินจำนวนนี้น่าจะเป็นของพวกเขา

ตอบ

ทราบดีครับ


ถาม

ก่อนที่ผมจะถามต่อไป   ผมปรารถนาจะออกตัวแทนนักวิ่งประเทศไทยทั้งหมดว่า   กระแสความคิดเช่นนี้มิได้เป็นไปเพราะตั้งแง่รังเกียจจากความแตกต่างของสีผิวหรือเผ่าพันธ์   แต่เป็นเพราะผลประโยชน์จากเงินซองรางวัลต้องเปลี่ยนมือ   อันเกิดจากฝีเท้าที่แตกต่างระดับกันอย่างมากมายระหว่างเจ้าถิ่นกับแขกผู้มาเยือน   นักวิ่งไทยบางคนเชื่อว่า   เงินตรงนี้ควรเป็นของคนไทย 

ตอบ

(รับทราบด้วการพยักหน้า)


ถาม

เข้าเรื่องเลย.........อะไรคือความแตกต่างระหว่างนักวิ่งไทยกับนักวิ่งเคนย่า

ตอบ

เท่าที่ผมเข้าใจ      ผมเข้าใจว่าที่สำคัญมาจากทัศนคติของคนไทยครับ   สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ปรารถนาที่จะเอ่ยออกมา     เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน   ผู้ฟังไม่ทุกรายที่ยินดีรับฟัง   แต่จากความเป็นจริง   สิ่งนี้มีอยู่

คนไทยยังยินดีรับข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างน่าชื่น   ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิด   แต่ในแง่ของการเป็นการชิงชัยในสนามแข่งขัน  และการที่ต้องกลับไปทำการบ้านฝึกพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง   ความเข้าใจทำนองนี้นำคนไทยไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่สามารถปรับสิ่งแวดล้อมการฝึกให้รองรับระยะทางสะสมต่อสัปดาห์   และระยะเวลาของการฝึกอย่างมีคุณภาพขึ้นไปได้อีก    เพียงแค่ดูปริมาณการฝึกซ้อมเฉยๆ  นี่ก็ส่วนหนึ่งส่วนเดียวก็เข้าใจแล้วว่าซ้อมน้อยไป   ส่วนด้านคุณภาพหรือเนื้อหาของการฝึกแต่ละคนยังไม่ได้เข้าไปดูเป็นรายๆ



ถาม

หัวใจของการฝึกแบบเคนย่าอยู่ที่ไหน   อะไรที่ทำให้เคนย่าวิ่งประสบสำเร็จ   หรือเป็นพราะพวกคุณมี  “เชื้อวิ่ง”   มีดีเอ็นเอพิเศษ  หรืออะไรบางอย่างในกระแสเลือดที่สร้างความแตกต่างจาก  Non – Kenya  ที่พวกเราไม่ว่าจะฝึกกันให้ตายเท่าไรก็ไม่มีทางที่จะชนะเคนย่าได้อย่างแน่นอน   หรือว่าไม่ใช่อย่างนี้   แต่เราอยากรู้ว่าถ้าอย่างนั้นเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผลการวิ่งของคนไทยออกมาช้ามากเมื่อเทียบกับเคนย่า

ตอบ

ในทัศนะของผม   ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องเชื้อชาติอย่างแน่นอน   แต่อยู่ที่ลักษณะความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมของการฝึกที่พวกเราฝึกแตกต่างากคนไทยทั่วไป  แม้กระทั่งระดับคนไทยแนวหน้า   มีแนวหน้าคนไทยจำนวนมากไม่สมัครใจที่จะฝึกกันมากกว่าวันละ ครั้ง   แต่พวกเราฝึกกันวันละ ครั้ง   นี่สำหรับแนวหน้าธรรมดาที่ยังมีฝีเท้าไม่แรงจริง  หรือนอกเทศกาลแข่งขัน  ส่วนที่ฝึกกันในค่ายประเทศเคนย่าเราฝึกกันมากถึงวันละ ครั้ง   และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับอุปสรรคของนักวิ่งยุโรปเช่นกัน  เพราะความที่พวกคุณทำงานตอนกลางวัน   และใช้เวลาส่วนน้อยในการฝึกฝน 
   
การวิ่งระดับที่เรากำลังกล่าถึงนี้ไม่ใช่ชนิดการวิ่งเพื่อสุขภาพ   แต่เป็นการแข่งขัน   ที่สรรหาฝึกฝนกันเต็มศักยภาพที่จะทำได้    ที่ไม่ใช่หาเวลาว่างฝึก   และไม่ใช่ใช้เวลาส่วนน้อยของวัน   และย่อมไม่จัดการวิ่งเป็นรองๆสิ่งอื่นใด

คุณต้องยกระดับการวิ่งเป็นสิ่งต้นๆ   เป็นสิ่งแรกที่คุณจะเลือกทำ   เราถามว่านักวิ่งไทยหรือนักวิ่งชาวยุโรปได้เลือกฝึกอย่างนี้หรือเปล่า???    ดังนั้นเหตุการณ์ที่เห็นอยู่  จึงเป็นประจักษ์พยานของสิ่งที่ผมกำลังกล่าวนั่นเอง

กิจกรรมทั้งหมดภายในค่ายประเทศเคนย่า   ก็วนเวียนแต่กับสิ่งที่ทำให้การวิ่งพัฒนาขึ้นทั้งสิ้นไม่ว่า  จะเป็นการกิน การนอน การฝึก   ส่วนเวลาที่เว้นจากนั้น   เราใช้ไปกับกาซักเสื้อผ้า(ด้วยมือ)  ชุดวิ่ง   ทำความสะอาดรองเท้า  และทำมันให้แห้งเตรียมพร้อมสำหรับการฝึก  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาๆไม่มีอะไรยุ่งยาก

แต่อย่างไรก็ตาม   สมมุติว่าเราจับเงื่อนไขนี้ให้คนไทยฝึกฝน   เราก็ไม่แน่ใจว่าคนไทยจะเปิดใจรับแบบแผนของเคนย่าหรือไม่   เพราะคุณมีแบบแผนวิธีคิดที่ไม่เหมือนพวกเรา พวกคุณยอมรับข้อจำกัดที่เกิดขึ้นกับตัวเองง่ายมาก  กล่าวถึงความเป็นคนไทยโดยรวม   โดยไม่ลงจำเพาะราย   คนไทยจำนวนหนึ่งไม่พยายามที่จะแก้ไขอุปสรรคสิ่งที่เกิดมีขึ้นเหล่านั้น   พวกคุณถนัดกับการหาข้อแก้ต่างให้กับพฤติกรรมอุปสรรค   จริงอยู่อุปสรรคมีกันทุกคน   แต่คุณไม่พยายามฝืนมันไว้ คุณรับมันทันที  และเรียกว่าสิ่งนี้คือความเป็นตัวของคุณ   ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ทุกวัน เป็นไปเรื่อยๆ   ผมว่าไม่มีทางที่การคิดแบบนี้จะเอื้ออำนวยให้เกิดความสำเร็จใดได้เลย



ถาม

คุณคิดว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่หากจะมีนักวิ่งไทยคนหนึ่งสมัครใจที่จะคิดอย่างเคนยาและเดินทางไปฝึกที่ประเทศของคุณ   เกาะติดเป็นปีๆ   มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะพัฒนา  ที่ไม่เพียงแต่ทำลายพรรมแดน  PR   ของเขาเท่านั้น   แต่ผมหมายถึงเป็นไปได้ไหมที่เขาจะยกประสิทธิภาพตนเองให้สู่ระดับสูงแบบเดียวกับนักวิ่งจากแอฟริกัน

ตอบ

แน่นอนที่สุด   ผมว่าอย่าว่าแต่เป็นปีๆเลยครับ   ถ้านักวิ่งไทยทำได้อย่างที่คุณกล่าว ผมว่าแค่ 3-4 เดือน  ก็เริ่มเห็นผลแล้ว   ผมรับประกัน   ไม่มีทางที่จะเป็นไปอย่างอื่น

สิ่งที่นักวิ่งไทยต้องทำเป็นประการแรกจึงไม่ใช่เริ่มที่  Training  แต่เริ่มที่   Believing  ก่อนอื่น หมายความว่า  คุณต้องเชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้เสียก่อน  แล้วก็  Training  ตามมา การฝึกฝนจะไม่สัมฤทธิ์ผลถ้าผู้ลงมือปฏิบัติปราศจาก  Believing

ตลอดระยะที่เราได้มีโอกาสสัมผัสกับนักวิ่งแนวหน้าของไทย  อย่างสัญชัย และอำนวย ที่เราร่วมวิ่งด้วย   เราเห็นแววของพวกเขา   และเราก็เชื่ออย่างสนิทใจว่า หากเราได้ใช้เวลาฝึกร่วมกันต่อไป   พวกเขาจะพัฒนามากกว่านี้ได้   

และหากมีนักวิ่งไทยไม่ว่าใครที่จะไปเกาะติดแผนฝึกร่วมกับเราที่เคนย่า  เราก็บอกว่ายินดีต้อนรับ  และให้คำมั่นใจกับคุณว่า   “มีความเป็นไปได้แน่นอน”



ถาม

ผมขอบอกคุณว่า   ในวงการวิ่งระยะไกลถนนในบ้านเรามีกระแสความคิดที่เห็นแตกต่างกันในกรณีนักวิ่งเคนย่ามาไทย อยู่ใหญ่ๆ   แนว   คือ

1)   แนวทางที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดงานของผู้จัดวิ่งที่เอื้อให้นักวิ่งต่างชาตินำเงินรางวัลที่ควรจะเป็นของนักวิ่งไทยออกนอกประเทศ   เพราะเชื่ออย่างแน่ใจว่า ไม่ว่านักวิ่งไทยจะฝึกอย่างไร  ก็ไม่มีวันที่จะวิ่งทันเคนย่าได้เลย

2)   แนวทางที่ปล่อยให้สภาพการที่นักวิ่งนานาชาติมาร่วมแข่งขันตามปกติต่อไป เพราะจะเป็นสิ่งแวดล้อมกระตุ้นให้นักวิ่งไทยวางแผนว่าทำอย่างไร  และปฏิบัติการฝึกฝนจนกระทั่งสามารถพัฒนาขึ้นในทางอ้อมได้ในที่สุด

3)กล่าวประนามบรรยากาศเหล่านี้ทั้งหมดไม่ว่าเคนย่าหรือไทยว่า  “เครียด”   ไม่เป็นพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ   ในการแย่งถ้วยรางวัลกันอยู่ 

หลังจากตกตะกอนในการแสดงความคิดเห็นแล้วมีแนวโน้มที่เราอาจจะแยกกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นต่างหาก  คือ  กลุ่ม  International Catagories  สำหรับเคนย่าและนักวิ่งต่างชาติออกจากนักวิ่งไทย   พวกคุณมีความเห็นอย่างไร

ตอบ

เห็นด้วยครับ   แต่ผมขอแสดงความเห็นส่วนตัวว่า  ประเทศของคุณพลาดโอกาสอันดีในการพัฒนาการวิ่งประเทศของคุณเองจากแรงกระตุ้นของนักวิ่งต่างชาติอย่างน่าเสียดาย



ถาม

การมาไทยนี้เป็นการตัดสินใจของคุณเองหรือเป็นการตัดสินใจของโค้ชผู้ดูแลครับ

ตอบ

เรามากันเองครับ   แต่อยู่ใต้คำแนะนำของโค้ชด้วย   เขามีความเชื่อว่า การมาฝึกประสบการณ์วิ่งในไทยซึ่งเป็นดินแดนที่อากาศร้อนจัดจะเป็นวิธีสร้างเสริมความอดทน   ให้เป็นฐานในการไปแข่งที่เย็นอย่างยุโรปด้วยดียิ่งขึ้น โค้ชของเราเป็นอดีตนักวิ่งแนวหน้าเคนย่านี่แหละครับ   ไม่ได้เป็นโค้ชชาวยุโรป (ในเคนย่า  มีโค้ชชาวยุโรปจำนวนมาก)   เราสองคนมาจากต่างเมืองกัน   พบกันอย่างไม่ได้นัดหมายมารู้จักกันที่นี่เองครับ


ถาม

อะไรคือหลักในการฝึกของคุณ

ตอบ

เราเชื่อหลักการของการฝึกที่หนักให้มากเข้าไว้เพื่อประกันผลลัพธ์เป็นไปตามต้องการ

“RUN HARD   RACE  EASY’
‘RUN EASY     RACE  HARD’

ถาม

ที่ผมสัมภาษณ์เรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเป็นเพราะสังเกตเห็นว่า   ประการแรก   ในบรรดานักวิ่งระยะไกลฝีเท้าดีมักจะเป็นนักวิ่งที่มาจากแอฟริกันแท้ๆ  ไม่ใช่แอฟริกันอเมริกัน   แต่ต้องเป็นของแท้ดั้งเดิม  Original African   ถึงจะวิ่งดี

ประการที่สอง   แม้ในหมู่แอฟริกันแท้ๆ   ก็พบแนวโน้มชัดเจนว่า ผู้ที่วิ่งดีมาจากเคนย่าและเอธิโอเปียมากกว่าทีอื่น

ประการที่สาม   แม้จากในเคนย่าเอง   ก็มีนักวิ่งจำนวนมากมาจากเผ่า Kalenjin  เกือบทั้งนั้น   จากความที่สังเกตได้ ประการข้างต้นมันได้ทำลายหลักการความเชื่อที่ว่า   ประสิทธิภาพของการฝึกวิ่งแล้วได้ผลดีย่อมมาจากความบากบั่นพากเพียรฝึกฝนจากองค์ความู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ใช่มาจากลักษณะทางภูมิปรเทศใดภูมิประเทศหนึ่ง   แต่จากที่เป็นอยู่พบว่าปัจจัยภูมิศาสตร์เริ่มเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องเกินกว่าที่เราจะมองข้ามได้

ตอบ

เราเผ่า  Kalenjin (เผ่าของ  Mutai  เอง)   ไม่ได้เป็นชนเผ่าที่วิ่งดีมาตั้งแต่เกิด   ผมรับรอง มีคนธรรมดาที่ไมได้เป็นนักวิ่งและวิ่งได้ไม่ดีเลยที่เป็นเผ่า  Kalenjin  อยู่มากมาย มากกว่านักวิ่งเสียด้วย   แล้วยัง Kalenjin  อีกพวกหนึ่งที่ไปเติบโตต่างถิ่น   สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป   ปราศจากภูเขาให้ฝึกและประกอบอาชีพอื่นย่อมวิ่งได้ไม่ดีเท่ากับที่ฝึกอยู่บ้านเกิด

ปัจจัยภูมิประเทศที่ว่ามีผลต่อการวิ่ง   เรายอมรับว่ามีอยู่บ้างในด้านที่เป็นสถานที่ฝึกวิ่งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่ตั้งอยู่บนละติจูดสูง   ที่มีออกซิเจนบางเบากว่าพื้นราบ   

แต่ปัจจัยหนึ่งที่ประเทศเรามีมากมาย   คือความยากจน   ที่มีส่วนเอื้อต่อการฝึกฝน   ที่เข้าส่วนผสมกันได้ดีกับความเย้ายวนของความมั่งคั่งจากการวิ่ง(ถ้าทำได้สำเร็จ)   เราจึงเอาจริงเอาจังเพื่อให้พ้นความอดอยากยากจน   ดังตัวอย่างวิ่งจากนักวิ่งรุ่นพี่ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งแวดล้มที่ตอกย้ำความเป็นไปตั้งแต่เรายังเล็กๆ  ให้เห็นแบบอย่างเป้าหมายชีวิตที่ควรกระทำ

ถาม

มีนักวิ่งเคนย่าเจ็บกันหรือไม่   เราไม่ได้ข่าวเรื่องเหล่านี้เลย

ตอบ

แน่นอนตราบใดที่เรายังวิ่งกัน   เราย่อมประสบบาดเจ็บกันเป็นระยะๆ   ผมเองก็เคยเจ็บ   ครั้งหนึ่งผมเจ็บก่อนถึงกำหนดเดินทางไปทัวร์แข่งยุโรปเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น   ทำให้ต้องหยุดพักฟื้นเยียวยาอยู่เป็นแรมเดือน และได้เปลี่ยนเป้าหมายมาเดินสายทางเอเชียแทนการไปยุโรปนี่เองครับ


ถาม

อยากทราบระยะสะสมต่อสัปดาห์คุณฝึกอยู่โดยประมาณ

ตอบ

มากกว่า 200  ก.ม. สัปดาห์ วันละ   ไม่น้อยกว่า 30 ก.ม. ฝึก ครั้งต่อวัน นี่เป็นแบบธรรมดานะ   แต่ถ้าอยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อม เพื่อมุ่งเป้าหมายชิงชัย   เราจะต้องเพิ่มความเข้มข้นมากกว่านี้

ถาม

คุณจ่ายค่าเครื่องบินมาไทยจากเคนย่าไปเท่าไรครับ

ตอบ

ประมาณ   สี่หมื่นบาทไทย  ไปกลับครับ


หมายเหตุ

จากผลการแข่งขันพัทยามาราธอน  2554   ในระยะเต็มมาราธอน
หลังจากสัมภาษณ์ วัน

อันดับที่  ของผู้เข้าเส้นทั้งหมดเป็นของ  Joseph Mwangai Ngare   
หมายเลขหน้าอก  30-39  Net time  02:24:44

อันดับที่ 17  ของผู้เข้าเส้นทั้งหมดเป็นของ   David Kipkirui Mutai   
หมายเลขหน้าอก  19-29   Net time  02:38:28





มีคำถามที่น่าสนใจว่า

 "จะมีใครทนฝึกหนักแบบเคนย่าได้สักกี่คน" 
เช่นเดียวกับข้อสงสัยว่า "คนไทยเรามีทางที่จะประสบความสำเร็จบ้างหรือไม่" 

สำหรับผมไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าจะทำได้หรือไม่ 
แต่อยู่ว่าเราจะสมัครใจที่จะเลือกหนทางเดินและลงมือเดินอย่างมีหลักการถูกวิธี 
และเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ต่างหาก 

ไม่ใช่เคนย่าเกิดมาวิ่งได้แบบนี้แต่เกิด คนเราเท่ากันหมดเมื่อตั้งต้น 
วิธีการที่เคนย่าเก่งกว่าจะถึงวันนี้ล้วนแต่เป็นวิธีการดั้งเดิมพื้นๆตรงที่ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้น 
จากการฝึกฝนมาทีละน้อย อย่างไม่ทอดระยะนานจนร่างกายลืม 
มีความสม่ำเสมอต่อเนื่อง และใช้สามัญสำนึก 

ร่างกายคนรองรับความบีบเค้นจากการฝึกได้มากกว่าความเป็นตัวเองได้จำกัดระดับหนึ่ง 
ไม่มากกว่ามากนัก แต่ถ้าเราเพิ่มเข้าไปบ่อยๆ อย่างให้มีการพักฟื้นที่เพียงพอ 
ที่เคยเหนื่อยมาก ก็จะเหนื่อยน้อยลง ที่เหนื่อยขนาดกลางๆก็เป็นเหนื่อยน้อย 
จากนั้นก็ใส่ลงไปเพิ่มอีก สลับแช่เย็น สลับพักฟื้น ร่างกายก็จะเพิ่มประสิทธิภาพ 
ไปทีละน้อย จนกระทั่งร่างกายฝึกไม่ได้ กลายเป็น "ทำได้" ในที่สุด 

เคยวิ่งได้วันละครั้ง กว่าจะทยอยเพิ่มเป็นวันละ ครั้งได้ก็นาน และเมื่อทำได้แล้ว 
ก็เพิ่มเป็น ครั้งด้วยวิธีเดียวกัน จนกระทั่งผู้คนแปลกใจว่า 
คนเราจะซ้อมวิ่งได้วันละ ครั้งเชียวหรือ???? 

ภาษาวิทยาศาสตร์การกีฬาว่า “Gradually Increase by Gentry" 
ถ้าไม่แตกฉานภาษา ลองเปิดดิกดู ว่าแต่ละคำแปลว่าอะไร 
แล้วคุณจะเข้าใจเอง เป็นอะไรที่ใช้ใจแบบมุทะลุดุดันเข้าแลกไม่ได้เป็นอันขาด 

ที่ว่าใจเป็นประธาน ต่อเมื่อใช้ใจอย่างเยือกเย็นแจ่มชัด ไม่ใช่ใจที่บ้าเห่อ 
ฮิตคอร์ทเป็นคราวๆ อัดหนักเกินไปอย่างที่นักวิ่งไทยนิยมทำกัน 

จะทำได้อย่างนี้ต่อเมื่อ ชัดเจนในเป้าหมาย แม้ว่าจะนานเท่านานก็อดทนพากเพียร 
ไม่ใช่แรงฮึดเป็นพักๆแบบเพื่อนชวน เห็นเขาฝึกฝึกบ้าง 
แต่เจ้าตัวต้องผ่านการตัดสินใจแล้วว่า "เราจะเอาอะไร" 
และสมัครใจยินดีแลกเปลี่ยนความอุปสรรค เพื่อผลสำเร็จ 


อย่างนี้มนุษย์ทำได้ทุกคน


นักวิ่งผู้ใดที่ตัดสินใจเพิ่มดีกรีการฝึกวิ่ง 
เพื่อพัฒนาความสำเร็จ ควรตระหนักในเนื้อหาสำคัญของการฝึกว่า 
จะต้องดำเนินไปอย่างมีผู้ดูแล (โค้ช) ที่ต้องใช้องค์ความรู้ 
ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา 
(ฝึกเองก็ได้ แต่ต้องพัฒนาองค์ความรู้ในตน) 


ผู้ฝึกสอน ย่อมไม่ใช่ใครก็ได้ที่ลักจำแล้วเอามาขยายต่อ 
อย่างปราศจากการประยุกต์ใช้ไม่เป็น และนักวิ่งต้องมีความเชื่อฟัง 
พร้อมลงมือปฏิบัติตามข้อแนะนำกับข้อห้ามนั้นๆอย่างเคร่งครัด 
ด้วยความบากบั่นพากเพียร ตลอดเวลายาวนาน 

โลกปราศจากหลักสูตรเรียนลัดระยะสั้นๆ 
ทางลัดที่ดีที่สุด คือทางตรง 

และเพื่อให้ดำเนินไปตามเป้าหมายนั้น วิธีฝึกไม่ได้มีวิธีเดียว 
และในแต่ละวิธีที่กลั่นออกมาจากสมองและประสบการณ์ของโค้ช 
ก็ใช้ได้จำกัดเฉพาะบุคคล สูตรเหมาหมดใช้ได้กับทุกคนไม่เคยมี 
ที่เอามาใช้แล้วได้ผล เป็นเพราะร่างกายและจิตใจเราไปใกล้เคียงกับเขา 
ถือว่าโชคดี 

และไม่ต้องไปหาสูตรฝึกวิ่งที่ดีที่สุดในโลกจากไหน เพราะสูตรนั้นยังไม่ถูกเขียนขึ้นมา 


ที่มีข้ออภิปรายจากนักวิ่งบางท่านว่า  มันห่างชั้นกันมากมาย

จนอาจเข้าใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะหรือทันเคนย่า
แต่ผมว่า  เราอย่าเพิ่งไปคิดถึงตรงนั้นดีกว่า   เพราะถ้าแม้มันเป็นไปได้
มันก็ยังอีกนานและมีสิ่งที่ต้องสานก่ออีกมากตั้งแต่ร่างกายคน  ไปจนถึง
สถาบัน  การจัดงบประมาณ   การจัดการความรู้   ฯลฯ  อะไรต่ออะไรเยอะแยะ

ทีนี้  เราจะคาดหวังอย่างนี้ได้ไหม  เพียงถือโอกาสที่เคนย่ามาแข่งบ้านเรา
เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ตระหนักว่าบ้านเรามันยังวิ่งช้ากว่าสากลมากๆๆๆๆๆๆๆ
เพื่อให้กระเถิบเข้ามา   ยังขาดอะไร  จะได้จัดหาสิ่งนั้น
แต่เดิม  ใครเป็นช้างเผือก  ก็จับเอามาปั้นต่อ

ต่อนี้ไป   วิธีการนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว   จะต้องมีวิธีการตั้งฟาร์มผลิตช้างเผือกกันเลยทีเดียว
ไปเอาลูกช้างธรรมดาที่มีแววจากโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศเป็นพันๆเป็นหมื่นๆ
มาขุนให้เป็นช้างเผือก   สร้างอนาคตให้เด็กและพ่อแม่เห็นว่า
หากก้าวมาเส้นทางนักกีฬาแล้วนี้นั้น   มีอนาคต   มีการงานทำ   และมี
เงินเดือนกินไม่เดือดร้อนไม่แพ้อาชีพอื่นๆ   
วิ่งช้าก็ผันไปเรียนโค้ช  เป็นครูพลศึกษา   ไม่ใช่ต้องวิ่งอย่างเดียว

ที่ผ่านมา  พี่ป้าน้าอาถามว่า
วิ่งเร็วแล้วได้อะไร?  เงินมีไหม   หิวข้าวกินถ้วยได้ป่าว
เมื่อเป็นอย่างทุกวันนี้  นักวิ่งแววดี  ก็พยายามเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่นักกีฬา
เป็นอะไรที่มันทำเงินได้ดีกว่าวิ่งเหนื่อยก็น้อยกว่าด้วย
วิ่งจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่นึกได้

ย้อนกลับมา  เมื่อขุนช้างเผือกไว้มากมายแล้ว
ก็เลือกเอาตัวที่งางามงอนที่สุดหลายสิบตัว
มาเข้าคลาสฝึกต่อ   จนบ้านเรามีช้างเผือกหลายตัว   กินๆนอนๆวิ่งๆ
ตั้งเงินเดือนให้  ชั้นC  ชั้น  ชั้น  ได้เงินเดือนไม่เท่ากัน
ใครจะอยู่ชั้นไหน  โค้ชเป็นผู้จัดชั้นลง  อยู่ที่ฝีมือ เอ้ยฝีเท้า
เมื่อใดฝีเท้าตก  ก็ถูกลดชั้น  เงินเดือนก็ลดไปด้วย
ใครเชื่อฟังดี  ฝึกดี  ตีนขึ้น  ก็ถูกเลื่อนชั้นขึ้น   ได้เงินมากขึ้นไปด้วย
ชอบเงินกันนักมิใช่หรือ   ก็เอาเงินเป็นเงื่อนไข  Reward   
นักกีฬาช้างเผือกเหล่านั้นเมื่ออยากได้เงิน  จึงเร่งรัดตัวเองให้ฝีเท้าดีขึ้น
ด้วยการฝึกและเชื่อฟังโค้ช

เงินที่จะเป็นเงินเดือน  ให้พวกนี้ก็เป็นปัจจัย  แสดงว่างบประมาณก็ต้องลงด้วย
ไม่ใช่ปล่อยให้แชมป์ต้องไปตัดหน่อไม่กินเอง
ต้องไปล่าเงินซองรางวัลจากสนามเช้าวันอาทิตย์   ไม่งั้นไม่มีเงินให้ลูกเมียกินข้าว
เงินเดือนนี้ต้องมากจนเขาสามารถปฏิเสธ  หรือไม่ไยดีกับซองรางวัลเช้าวันอาทิตย์เลย  ต้องมากขนาดนั้นแหละ  จะได้ไม่มีการโดดค่าย

ถ้าระดับของพวกเรา   การตั้งเป้าหมายวิ่งให้เป็นที่ ของรุ่น  อาจยากเกินไป
เรายังสอนกันเลยว่า  อย่าไปตั้งเป้าอย่างนั้น  เพียงชนะตนเองเป็นพอ
กรณีนี้ก็เช่นกัน   ในระดับวงการวิ่งระยะไกลของไทย  ตั้งเป้าเพียง
ทำลายสถิติมาราธอนของจิรัติกาลทำไว้ก็พอ
หรือตั้งเป้าหมายให้ไกลว่าขอให้แชมป์ชายไทย  มีสถิติมาราธอนที่
เร็วกว่าหญิงโลกได้หรือไม่  (เรดคลิฟ)

ส่วนเราจะทาบเคนย่าได้หรือไม่ยังไม่ต้องไปสนใจตอนนี้
เอาง่ายๆลงมาก่อน   ถ้าได้แล้วค่อยว่ากัน

ประชุมสุมหัวกันคิด  ว่าเพื่อการนี้  ยังขาดอะไร  ทำไงจะได้มา
เอาเงินที่ไหน   เอาองค์ความรู้จากที่ไหน   ฯลฯ
ตอนนี้ดูเหมือนที่ผมกล่าวก็ยังไกลเกินไปเสียด้วยซ้ำ

ตอนนี้เรากำลังขาดแรงใจต่างหาก   เรากำลังเชื่อไปเสียแล้วว่า
เราคนไทยวิ่งสู่เคนย่าไม่มีทางได้แน่นอน   ซึ่งเป็นความคิดที่อันตราย
อย่างนี้แพ้ตั้งแต่อยู่ตั้งแต่ในมุ้ง   และเราจะทำอะไรก็ไม่มีทาง
ทำอะไรได้แน่นอน   และไม่มีที่ยืนในเวทีโลกศตวรรตใหม่อีกเลย
อายเขาตาย



ติดตามกระทู้อภิปรายในเว็บบอร์ดในเรื่องนี้ได้ที่ http://www.forrunnersmag.com/webboard/viewtopic.php?topicid=7332

22 กรกฎาคม 2555


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)