We are different, in essence, from other men. If you want to win something, run 100 meters. If you want to experience something, run a marathon.
Emil Zatopek
Czech runner

อิสระในการวิ่ง (Free to Run)

เบญจมินทร์ เชาวน์วิทยางกูร

เกิดเมื่อวันที่ กันยายน 1965 ประเทศเยอรมัน (ตะวันออก) ชนะเลิศวิ่งมาราธอนที่ บอสตัน นิวยอร์ค และเบอร์ลิน นักวิ่งมาราธอนหญิงที่เร็วที่สุดอันดับ 2:21:45

การวิ่งที่ยากที่สุดของ Uta Pippig ไม่ใช่การแข่งขันโอลิมปิก หรือการชิงแชมป์โลก 10,000 เมตร หรือการแข่งมาราธอนที่นิวยอร์ค หรือบอสตัน หรือการแข่งขันใดๆ ที่เธอเคยชนะ แต่มันคือการวิ่งที่เริ่มต้นในเบอร์ลินตะวันออกตอนเช้าของต้นมกราคมในปี 1990 และมาจบในเบอร์ลินตะวันตกและมีอิสรภาพ นักวิ่งส่วนใหญ่มักกังวลกับกำแพงที่มองไม่เห็นที่ระยะ 20 ไมล์ของการแข่งขันมาราธอน แต่กำแพงที่ Pippig ต้องเผชิญมีความสูง 15 ฟุต ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก และด้านบนคลุมด้วยลวดหนาม มีหอคอยไว้เฝ้าดู มีสุนัขยาม และมีปืนกล

กำแพงเบอร์ลินสร้างขึ้นในปี 1961 เป็นสัญญลักษณ์ของการแบ่งแยกประเทศเยอรมันและการแบ่งแยกโลก ขณะที่เยอรมันตะวันตกเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ เยอรมันตะวันออกก็เข้าสู่ระบบสังคมนิยมและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก อย่างหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของเยอรมันตะวันออกคือการจัดตั้งระบบการกีฬาที่ทำให้สามารถแข่งขันกับทุกประเทศในโลกได้ Pippig คือดาวดวงหนึ่งที่เกิดจากระบบนั้น ซึ่งช่วยเธอพัฒนาไปสู่นักวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดของโลก แต่เมื่อไรก็ตามที่เธอต้องการแข่งขันกับนักกีฬาเก่งๆ จากทางตะวันตก Uta ต้องพบกับกำแพงของระบบราชการ เธอถูกขังเหมือนอยู่ใน “คุกรูปแบบหนึ่ง” ที่ไม่อนุญาตให้เดินทาง แข่งขัน หรือมีการถูกติดตามดูการฝึกซ้อมที่เธอและโค้ชต้องการ Pippig เป็นนักวิ่งระดับแนวหน้าของเยอรมันตะวันออกและสมาชิกของกองทัพเยอรมันตะวันออกผ่านทางชมรมกีฬาของกองทัพของเธอในเมือง Potsdam ซึ่งเผชิญความเสี่ยงอย่างมากเมื่อเธอหนีจากเบอร์ลินตะวันออก ถ้าถูกจับได้เธอจะเป็นการหนีทหาร ภายหลังการลื้อกำแพงเบอร์ลิน เดือนแรกๆ เธอและ Dieter Hogen ผู้เป็นทั้งโค้ชและแฟนของเธอ ตัดสินใจวิ่งไปสู่ความมีอิสรภาพ Uta และ Dieter เก็บกระเป๋าเดินทาง ใบ ใส่ไว้ที่หลังรถคันเล็ก และขับออกมาในตอนเช้าที่มีฝน อีกฟากของกำแพงมีฝนด้วย แต่ยังไงก็คงเป็นฝนที่ใจดีและสุภาพกว่า เมื่อเธอมาถึงเยอรมันตะวันตก Uta ลงจากรถและปล่อยให้ฝนตกใส่หน้าของเธอ เธอมีอิสระเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุ 24 ปี

เมื่อมีอิสรภาพจากสมาพันธ์การกีฬาของเยอรมันตะวันออก Pippig ได้ผลิดอกไปเป็นดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการวิ่งหญิง ทำสถิติเวลาได้ดีเยี่ยม และชนะการแข่งขัน ซึ่งเป็นพลังอันหนึ่งที่นำชีวิตใหม่ไปสู่วงการวิ่งหญิง Uta เล่าว่า “ฉันมีความฝันอยู่ อย่างในชีวิต การได้มายังตะวันตกเป็นหนึ่งในนั้น”

การวิ่งของ Pippig ได้เข้าสู่อิสรภาพที่ค้นพบใหม่ เช่นเดียวกับที่เธอได้ฝึกซ้อมและเข้าแข่งขันด้วยจุดมุ่งหมายที่ไม่ธรรมดา คือมีเป้าหมายไปสู่การเป็นนักวิ่งที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ในขณะที่วงการวิ่งถนนกำลังรอคอยนักวิ่งหน้าใหม่ที่โผล่ออกมาและแทน นักวิ่งมาราธอนหญิงที่โดดเด่น ได้แก่ Rosa Mota, Ingrid Kristiansen, Joan Benoit Samuelson และ Grete Waitz  Pippig ได้พุ่งเข้าสู่วงการเหมือนลมที่ช่างสดชื่น หรือนักวิ่งหญิงรุ่นใหม่ที่สำคัญคนหนึ่ง Pippig คือนักวิ่งมาราธอนที่เร็วที่สุดในยุคของเธอ ทำเวลา 2:26 เมื่ออายุ 26 ปีในปี 1992 เธอวิ่งที่บอสตันมาราธอนในปี 1994 ด้วยเวลา 2:21:45 ซึ่งเป็นเวลามาราธอนที่ดีที่สุดอันดับ และยังคงเป็นช่วงปีที่ดีที่สุดของเธอ ทำให้เธอมุ่งหวังเป็นผู้หญิงคนแรกที่จะสามารถทะลุกำแพงเวลา 2:20 ได้ในที่สุด

การสร้างการกีฬา (Making Sport)

Pippig เกิดที่ Leipzig ประเทศเยอรมันเมื่อวันที่ กันยายน 1965 ตอนนั้น Leipzig ยังคงเป็นของเยอรมันตะวันออก เธออยู่ที่นั่นจนอายุ ขวบ พ่อแม่ของเธอซึ่งเป็นหมอทั้งคู่ต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงานจึงย้ายมาอยู่ที่ชนบทนอกกรุงเบอร์ลิน พร้อมกับ Uta และน้องชายของเธอ Uta บอกว่า “มันเป็นที่ที่ดีมากสำหรับการเติบโตขึ้น มีป่าไม่และทะเลสาบมากมาย” Pippig ถูกเลี้ยงดูในที่เงียบสงบ ใช้เวลาของเธอในการอ่านหนังสือและเล่นกับเพื่อนๆ บุคคลผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอก็คือพ่อแม่ของเธอ ผู้ซึ่งหล่อหลอมให้เธอรักการเรียนรู้และมีความสามารถดีเยี่ยมสำหรับการทำงานยากๆ ตลอดหลายศตวรรษที่ชาวเยอรมันมีชื่อเสียงเป็นคนที่ทำงานหนักอย่างขยันขันแข็ง Pippig ก็เจริญรอยตามตามวิถีทางของเธอ เพื่อจะเป็นนักวิ่งระยะไกลหญิงแนวหน้าของทศวรรษ (19) 90 และเป็นแบบอย่างแก่นักวิ่งหญิงรุ่นใหม่ในอนาคต
Pippig ได้เข้าฝึกกีฬาต่างๆ เช่นเดียวกับเด็กๆ ชาวเยอรมันตะวันออกส่วนใหญ่ ผ่านทางชมรมกีฬาในเมืองของเธอ เธอเริ่มฝึกยิมนาสติกเมื่ออายุ 10 ขวบ ตอนอายุ 13 ปี Uta เข้าร่วมชมรมกีฬาท้องถิ่นในเมือง Petershagen ที่เธออยู่ หยุดฝึกยิมนาสติกและหันมาเริ่มฝึกวิ่ง (แม้เธอจะไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจังนัก) “มันสนุกดี เราเล่นเกมส์หลายๆ อย่างด้วย เช่น ฟุตบอล ซึ่งเป็นรูปแบบที่ฉันชอบ มันเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะฉันเติบโตแบบไม่จริงจังไปกับกีฬาประเภทลู่และลานมากจนเกินไป มันก็เพื่อความสนุก”

ชมรมท้องถิ่นเล็กๆ เหล่านั้น คือโครงสร้างหลักของระบบการกีฬาของประเทศเยอรมันตะวันออก มันเป็นระบบที่ดี Hogen โค้ชชาวเยอรมันระดับแนวหน้าได้กล่าวไว้ “เพราะในอดีตเยอรมันตะวันออก เด็กทุกคนเล่นกีฬา”

กีฬาเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น และทุกคนให้ความสนใจ คุณจะเห็นได้ว่า บางคนที่เก่งกีฬาจะมีโอกาสที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นได้ ด้วยการไปประเทศอื่น คุณสามารถได้รับสิ่งดีๆ หลายอย่าง และการเดินทาง นั่นคือเหตุผลที่เด็กจำนวนมากเล่นกีฬา ไม่ใช่แค่ประเภทลู่และลานเท่านั้น แต่ทุกประเภทกีฬาในโอลิมปิก

ระบบดังกล่าวใช้ได้ดี ประเทศเยอรมันตะวันออกคือหนึ่งในมหาอำนาจทางการกีฬามาตั้งแต่โอลิมปิกปี 1956 มาจนท้ายสุดในโอลิมปิกปี 1988 ที่สามารถคว้าจำนวนเหรียญทองได้เป็นอันดับ รองจากสหภาพโซเวียตและสหรัฐ

เด็กๆ ถูกจัดให้เล่นกีฬาตามลักษณะรูปร่าง โครงสร้าง หรือทักษะด้านกีฬา สำหรับกีฬาบางประเภทอย่างยิมนาสติกหรือสเก็ตน้ำแข็ง การเลือกสรรจะทำตั้งแต่อายุน้อยๆ Hogen อธิบายว่า

เขาอาจบอกว่า “ตกลง คนนี้เร็ว ให้ไปฝึกสปริ้นท์ คนนี้สูง ให้ไปฝึกพายเรือ หรืออะไรก็ตาม เด็กๆ ส่วนใหญ่จะถูกจัดให้เล่นกีฬา นั่นคือเหตุผลที่ประเทศเยอรมันตะวันออกมีแชมป์จำนวนมาก มันเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด อีกทั้งการฝึกซ้อมที่หนักและจริงจัง มีโค้ชเต็มเวลาจำนวนมากมาย และด้วยระบบที่ดีเยี่ยมในการคัดเลือกเด็กให้เหมาะกับชนิดกีฬา

ดูแปลกสักหน่อยที่ Uta ไม่ถูกเลือกให้ฝึกวิ่งตั้งแต่ต้น เธอเริ่มจากฝึกกีฬายิมนาสติก เธออาจจะมีอนาคตในกีฬาประเภทนี้ก็ได้ “แต่แล้วฉันก็สูงเกินไป และอีกอย่าง ฉันเป็นคนขี้กลัว” เธอจึงเปลี่ยนมาวิ่งแทน แต่ในความเข้มข้นที่ยังน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพ่อแม่ของ Uta ที่ครอบครัวมีความใกล้ชิดกันมาก ได้ส่งเสริมให้เธอเอาดีด้านการศึกษาไม่ใช่กีฬา Pippig เป็นนักเรียนที่เก่งมีคะแนนในระดับต้นๆ แทนที่จะดูทีวีในตอนเย็นหลังเลิกเรียน Uta เอาแต่อ่านหนังสือ และยังคงเป็นเช่นนั้นในชีวิตของเธอ เธออ่านหนังสือตลอดเวลา “ตอนที่ฉันยังเด็ก พ่อแม่ของฉันบอกว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด “เธอจะต้องทำงานในอนาคต ไม่ใช่เล่นกีฬา””  พ่อแม่ของเธอสอนไว้อย่างนั้น “เธอจะต้องทำงาน พ่อแม่ไม่เชื่อว่าการวิ่งจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉัน” Pippig ก็ไม่เชื่อเช่นกัน เธอยังคงวิ่งเพื่อสนุกกับเพื่อนๆ ในชมรม และหวังที่จะได้เป็นหมอเมื่อโตขึ้น ไม่ใช่นักวิ่งในโอลิมปิก

มีคำถามที่ถามกันบ่อยๆ ว่า ทำไมนักกีฬาบางคนยังคงมีวินัยในการฝึกซ้อมที่ยากๆ ขณะที่คนอื่นเหมือนกับพรสวรรค์ได้หยุดลง Pippig เชื่อว่าเกี่ยวกับการเลี้ยงดูสั่งสอน “มันอยู่ที่ว่า การเติบโตของคุณ เพื่อนๆ ของคุณ การศึกษาของคุณ ลักษณะนิสัยทั้งหมดของคุณ มันเป็นอย่างไร” Pippig เรียนรู้จากการเลี้ยงดูที่เข้มงวด ก็คือการทำงานหนัก “คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่ง” Hogen บอกไว้ “มันให้ความพึงพอใจ ลองมองไปรอบๆ คุณจะพบว่ามีคนจำนวนสักเท่าไรที่จริงๆ แล้ว ไม่มีความสุขในชีวิต เขาไม่รู้ว่าอะไรคือชีวิตที่แท้จริง ที่คุ้มค่ากับความพยายาม”

สิ่งที่กระตุ้น Pippig เมื่อเธอเริ่มวิ่งและยังคงกระตุ้นเธอคือ ความพึงพอใจที่เธอได้รับจากความพยายามที่เธอใส่เข้าไป “นักวิ่งที่ยิ่งใหญ่หลายคนมาจากครอบครัวที่ยากจนหรือครอบครัวใหญ่ ที่การดำเนินชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย” Hogen อธิบายไว้ “และการทำงานหนัก ทำให้คนเข้มแข็ง”

Pippig ถูกผลักดันให้ทำงานหนักมากๆ โดยพ่อแม่ของเธอ ไม่ใช่แค่เต็มร้อย แต่เป็น 110 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีในทุกสิ่งที่เธอทำ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงรียน การเล่นกีฬา การให้ความช่วยเหลือแถวบ้าน หรือการเล่นเปียโนก็ตาม แม้แต่เมื่อเธอทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว บางทีก็ยังไม่พอจะที่ทำให้พ่อแม่ของเธอพอใจ

มีเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันต่อลักษณะของ Pippig เธอเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างมากคนหนึ่ง และในวันแข่งกีฬาครั้งหนึ่งในเมืองของเธอ Uta ได้เข้าแข่งขันในหลากหลายประเภทกีฬา ได้มา 11 เหรียญ เป็นเหรียญทอง 10 เหรียญและ เหรียญเงิน แน่นอนเธอภูมิใจมากๆ ขนเหรียญและวิ่งกลับบ้านเพื่ออวดพ่อแม่ของเธอ การตอบสนองของพ่อของเธอนะหรือ แทนที่จะชมเชยที่ชนะเลิศได้ถึง 10 เหรียญทอง เขากลับถามเธออย่างเคืองๆ ว่า “ทำไมถึงได้แค่เหรียญเงิน” Pippig ไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น และเธอได้ใช้ชีวิตของเธอเพื่อพยายามตอบคำถามนั้นของพ่อของเธอ

ยังเร็วเกินไปที่จะเป็นนักวิ่งมาราธอน (Too Early Marathoner)

ตอนอายุ 16 ปี Pippig เริ่มฝึกซ้อมอย่างจริงจังมากขึ้น และศักยภาพในการวิ่งของเธอได้แสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเธออายุ 17 ปี มีเจ้าหน้าที่มาบอก Pippig เหมือนกับที่บอกกับนักกีฬาอีกหลายๆ คน ว่าให้กินยาสเตียรอยด์ Turinabol วันเว้นวัน สารสเตียรอยด์เป็นปัญหาในหลายประเภทกีฬา และ Pippig ผู้สนับสนุนกับการมีสุขภาพที่ดี ไม่ได้เงียบที่จะพูดถึงมัน “ฉันยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ” เธอเล่าว่า “สมาพันธ์ฯ บอกให้ฉันกิน เหมือนกับที่บอกนักกีฬาหนุ่มสาวทั้งหลาย” พูดถึงว่าคนอื่นก็กินทั้งนั้น และมันไม่มีอันตรายอะไรเลย โชคดีสำหรับ Uta ที่แม่ของเธอไม่เห็นด้วย เธอนั่งลงกับ Uta ในเย็นวันหนึ่งเพื่อบอกลูกสาวของเธอว่า “ยาพวกนั้นไม่ดีสำหรับร่างกายของเธอนะ” ดังนั้น Uta จึงไม่กิน แต่เธอไม่สามารถบอกกับเจ้าหน้าที่กีฬาได้ ถ้าเธอบอก “ฉันอาจจะต้องออกจากชมรม ฉันยังต้องการวิ่ง เลยต้องเก็บเงียบเอาไว้ แต่ฉันรู้ว่าครอบครัวของฉันอยู่กับฉันและนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” จริงๆ แล้วครอบครัวของเธอให้การสนับสนุนที่สำคัญอย่างต่อเนื่องแก่เธอ และเธอกลายมาเป็นนักวิ่งที่ดีพอโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สงสัยเลยว่าเธอไม่ได้กินยาเหล่านั้น
Pippig ซึ่งถูกผลักดันให้ประสบความสำเร็จในการวิ่ง รู้ว่าเธอต้องก้าวหน้าต่อไป เพราะเธอไม่สามารถรู้ถึงศักยภาพของเธอจากชมรมเล็กๆ ของ Petershagen ดังนั้นต้นปี 1983 เพิ่งอายุ 17 ปี เธอได้เข้าหาชมรมที่ใหญ่ขึ้น บอกพวกเข้าว่า “ดูสิ ฉันวิ่งดีมาก” พวกเขาเห็นถึงความสามารถของเธอ แล้วเธอจึงถูกเชิญเข้าร่วมชมรมกีฬาของกองทัพใน Postdam หรือเรียกย่อๆ ว่า ASK มันเป็นหนึ่งในชมรมชั้นนำของเยอรมันตะวันออก  และเธอได้พบกับ Hogen ที่นั่น ผู้ซึ่งกำลังเป็นโค้ชให้กับนักวิ่งระยะ 800-1,500 เมตร

Hogen ผันตัวเองมาเป็นโค้ช หลังจากหมดโอกาสในอาชีพนักกีฬาเนื่องจากการบาดเจ็บ ทั้งๆ ที่ฝึกซ้อมได้เพียง ปี Hogen สามารถวิ่ง 1,500 เมตรได้ในเวลา 3:45 นาที ได้อันดับ ของการแข่งระดับชาติของเยอรมันตะวันออก แต่โค้ชๆ ของเขา “ไม่มีความอดทนพอ เพราะพวกเขาต้องการผลสำเร็จภายใน ปี” จนบางครั้ง ให้เขาเข้าแข่งขันถึง งานใน สัปดาห์  หลังจากเพิ่มระยะฝึกซ้อมสะสมจาก 2,000 กิโลเมตรต่อปี มาเป็น 8,000 กิโลเมตรต่อปี เขาต้องทรมานกับการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ ทั้งๆ ที่อายุ 22 ปี อาชีพนักกีฬาของเขาก็จบลง การบาดเจ็บครั้งนั้นช่วยพัฒนาแนวคิดในการฝึกซ้อมของเขา “ถ้าคุณทำผิดพลาดครั้งใหญ่ มันก็จบเห่ ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้” เขากล่าว “คุณมีเพียงร่างกายเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้”

แต่ Hogen ยังไม่ใช่โค้ชของเธอ และ Pippig เมื่อจบ high school ในปี 1985 จึงเริ่มฝึกวิ่งระยะที่ไกลขึ้น แม้เธอจะไม่ได้เป็นผู้เลือกเอง หลังจากได้แสดงความสามารถด้วยการชนะเลิศในระยะสั้น โค้ชบอก Pippig ว่า เธอควรลองฝึกมาราธอน ดังนั้นการฝึกมาราธอนอย่าง “เป็นทางการ” ของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธออายุ 19 ปี Pippig กล่าวด้วยความเข้าใจภายหลังว่า “มันเร็วเกินไป สำหรับฉันแล้ว ควรฝึกการวิ่งระยะกลางให้ดีๆ เสียก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มระยะ” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โค้ชคนแรกของเธอในชมรม ASK ทำแบบง่ายๆ ด้วยการให้ Uta ออกวิ่งไปกับนักวิ่งหญิงอื่น นั่นคือเขาได้ฝึกให้แล้ว ไม่ค่อยให้ความสนใจกับนักวิ่งหญิงเทียบเท่ากับนักวิ่งชาย “เขาบอกว่า “โอ้ มันง่ายกว่า ถ้าให้เธอออกวิ่งไปกับนักวิ่งมาราธอน เธอจะได้ไม่ต้องซ้อมคนเดียว” มันง่ายสำหรับเขาด้วย ทำให้ฉันเริ่มวิ่งระยะไกลเร็วเกินไป” มาราธอนครั้งแรกของเธอเริ่มในปีนั้นเอง เธอทำเวลา 2:47 ชั่วโมง เร็วพอที่จะจัดให้เธอเป็นนักวิ่งมาราธอนที่เก่งได้

Pippig มีระบบการสนับสนุนที่ดีที่ ASK ซึ่งมีวัฒนธรรมองค์กรมายาวนานตั้งแต่ทศวรรษที่ (19) 50 เป็นชมรมวิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุโรป ในปี 1960 ชนะเหรียญแรกๆ ในโอลิมปิก เมื่อ Hans Grodotzki ได้เหรียญเงินที่โรม ในระยะ 5,000 และ 10,000 เมตร “แล้วในทศวรรษที่ 60, 70 และ 80 เราได้เหรียญจากการแข่งวิ่งมากมาย” Hogen อธิบาย โดยมี นักวิ่งชั้นนำคือ Olaf Beyer และ Jurgen Straub

Hogen เล่าต่อ “ดังนั้นในที่สุด เรามีวัฒนธรรมยาวนานถึง 30 หรือ 40 ปี และมีเด็กๆ มาฝึกวิ่งจำนวนมาในชมรม และ Uta ก็คือหนึ่งนั้น” Pippig ฝึกซ้อมอย่างทุ่มเท และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเธอกลายเป็นนักวิ่งสาวที่ดีที่สุดในเยอรมันี เธอเล่าว่า “ฉันชนะหลายครั้ง แต่ก็ได้ที่ บ่อยๆ ด้วย” เมื่อเธออายุได้ 20 ปี Pippig ชนะเลิศการแข่งขัน German Marathon Championship

ในปี 1986 Hogen ซึ่งเป็นโค้ชระดับต้นๆ ของชมรม ได้ถูกขอให้เป็นโค้ชของ Uta ซึ่งเป็นนักวิ่งที่ถูกคาดหวังที่สุด มันเป็นคู่ที่สมบูรณ์ที่สุด Hogen ทั้งหล่อและดูเข้มแข็ง มีความฉลาดและมุ่งมั่น เขาไม่เคยฝึกสอนนักวิ่งระยะไกลมาก่อน แต่เขาได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการฝึกมาราธอนจากการเฝ้าดูและพูดคุยกับ Waldemar Cierpinski แชมป์โอลิมปิก สมัยและนักวิ่งเยอรมันชั้นนำคนอื่นๆ โดยให้เวลาให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

แง่คิดเกี่ยวกับมาราธอน (Marathon Ideas)

Hogen บอกว่า “ผมมีแนวคิดของตัวเองเกี่ยวกับมาราธอน”

นั่นคือสิ่งที่ดีของเยอรมันตะวันออก มีนักกีฬาที่เก่งๆ นักกีฬาระดับโลก จำนวนมากมาย อย่าง Cierpinski ทุกๆ ปี เราใช้เวลาหลายสัปดาห์ร่วมกันในค่ายฝึกซ้อม คุณสามารถเห็นเขาทั้งวันว่าเขาซ้อมกันอย่างไรบ้าง คุณสามารถคุยกับโค้ชของเขาเหล่านั้น บางทีมีโอกาสได้อยู่กับโค้ชของเขาในห้องๆ หนึ่ง และเราพูดคุยเกี่ยวกับการฝึกซ้อมระยะไกลตลอดทั้งวัน

Hogen เป็นคนที่คิดตรึกตรอง รับฟังโดยตลอด ซึมซับถึงเทคนิคการฝึกซ้อมเสมอๆ เป็นเวลานานๆ กับนักวิ่งและโค้ชชั้นนำ อย่าง Peter Coe เขามีความสามารถในการเลือกสรรว่าอันไหนสำคัญและทิ้งที่เหลือไป “มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ผมได้เห็นวิธีการฝึกซ้อม และอะไรที่ได้ผลสำหรับมาราธอน แล้วอันไหนไม่ได้ผล และผมเคยพูดว่า “OK ถ้า Uta คือนักวิ่งมาราธอน และเธอมาอยู่ในกลุ่มของผมแล้ว เราก็ต้องทำให้สำเร็จ”” และต้องทำให้สำเร็จด้วยความชอบและตรงเป้า ซึ่งพา Pippig ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ จนเธอแข็งแกร่งพอที่จะเป็นนักวิ่งที่เก่งที่สุดของโลก

ความสนุกเมื่อเธอได้วิ่ง ประกอบกับที่เธอชนะเลิศการแข่งขันในระดับภูมิภาค เป็นแรงกระตุ้นต่อ Pippig ผู้เข้าใกล้สู่การเป็นนักวิ่งชั้นยอด มีปัญหาเดียวคือ เธอไม่มีโอกาสได้ประลองกับนักวิ่งหญิงที่ดีที่สุด เนื่องจาก DVfL หรือสมาพันธ์การแข่งขันวิ่งของเยอรมันตะวันออกไม่อนุญาตให้เธอออกนอกประเทศ การขออนุญาตไปแข่งขันวิ่งถนนของเธอในระดับนานชาติ “ถูกตีกลับโดยตลอด”

การโค้ชของ Hogen ได้ผล การแข่งขันมาราธอนครั้งถัดมาของเธอ ในปีเดียวกันที่  Leipzig  เธอสามารถทำสถิติของตัวเองดีขึ้นถึง นาที ชนะด้วยเวลา 2:30:50 ชั่วโมง เมื่อเธอชนะที่ Leipzig อีกครั้งในปีถัดมา Pippig ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลเยอรมันตะวันออกและการสนับสนุนการฝึกซ้อมของเธอ การสนับสนุนรวมถึงการการทดสอบทางการแพทย์ อุปกรณ์ หอพักฟรีโดยอยู่ร่วมกับนักกีฬาหญิงอื่นๆ และการฝึกสอนของ Hogen

Hogen รู้สึกว่าการโค้ชภายใต้ระบบของชมรมนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง Hogen เล่าว่า “ทุกอย่างมีความใกล้ชิด นั่นคือระบบ และพ่อแม่ก็ภาคภูมิใจในตัวเด็กๆ ที่อยู่ในชมรมกีฬา นั่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานของคุณ คุณจึงไม่มีปัญหาอะไร ผมสามารถลองสิ่งใหม่ๆ ได้ และเลือกใช้แนวคิดของตัวเอง” 

นี่คือส่วนหนึ่งของระบบของเยอรมันตะวันออก ซึ่ง “ดีจริงๆ” สิ่งที่ไม่ดีคือ เจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดใจ ซึ่งมักจะเฝ้ามองอย่างไม่ไว้ใจในแนวคิดใหม่ของ Hogen แม้ Pippig จะเป็นนักวิ่งที่ดีที่สุดของประเทศ เธอและ Hogen กลับรู้สึกอึดอัดเมื่อฝึกซ้อม เขาเล่าว่า “มันไม่ง่ายเลย เพราะเราไม่สามารถใช้แนวคิดของเราเอง เราต้องทำตามแนวทางของรัฐบาล” Hogen ต้องการให้นักกีฬาฝึกความเร็วมากขึ้นอีก แต่เบื้องบนไม่เห็นด้วย เขาถูกรู้จักว่าเป็นโค้ชชั้นนำ แต่คำพูดของเขากลับทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อใจ พวกเขาไม่คิดว่าเขาจะกลับมายังเยอรมันตะวันออกถ้าเขาและเธอไปแข่งขันนอกประเทศ ดังนั้น Uta ได้แต่ฝึกซ้อมและฝึกซ้อม โดยไม่มีโอกาสไปแข่งขัน พอ Dieter ถามว่าทำไมจึงไม่อนุญาต เจ้าหน้าที่ยิ่งไม่ไว้ใจเขา “พวกเขาคิดว่า ถ้าเราไปแข่งขันด้วยกัน เราอาจไม่กลับมา” ซึ่งก็จริง

Uta และ Dieter ฝันถึงการหลบหนีครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากการชิงแชมป์โลกที่โรมในปี 1987 ซึ่ง Uta เข้าร่วมแข่งขันมาราธอน แต่ไม่ได้เหรียญ Hogen และ Pippig ตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่ฝั่งตะวันตก แต่เมื่อได้คุยกับพ่อแม่ของเธอ Uta ก็เปลี่ยนใจ แม่ของเธอบอก Uta ว่า ถ้าเธอหลบหนี ตำรวจลับของกระทรวงความมั่นคงที่กระจายอยู่ทุกที่ จะสร้างปัญหาให้กับ “ครอบครัวของ Pippig” และพ่อแม่ของเธอจะตกงาน Pippig จึงอยู่ที่ Postdam ต่อไป ฝึกซ้อมระยะสะสมถึง 150 ไมล์ต่อสัปดาห์ แต่แข่งขันไม่บ่อยนัก ส่วน Hogen เข้าตีสนิทกับเจ้าหน้าที่กีฬา มันไม่ได้ช่วยให้ Pippig หยุดคำขอจากเจ้าหน้าให้เธอเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ สิ่งที่ Uta และ Dieter ทำได้คือการอ่านเกี่ยวกับการแข่งขันในประเทศอื่น และสงสัยว่า Pippig จะสู้ Rosa Mota, Grete Waitz และนักวิ่งระดับโลกอื่นๆ ได้หรือไม่

Pippig น่าจะทำผลงานได้ดี ตามที่ทดสอบโดยเจ้าหน้าที่ของเยอรมันตะวันออก ปีละครั้ง จะมีการให้นักวิ่งแนวหน้าทั้งหมดเข้าทดสอบหลายๆ อย่าง ระหว่างการทดสอบ Pippig วิ่ง 15 กิโลเมตร บนลู่วิ่งไฟฟ้า เมื่อผ่านทุกๆ กิโลเมตร เธอต้องหยุด นาที เพื่อเจาะเลือด แล้วเธอต้องวิ่ง กิโลเมตร โดยใส่หน้ากากเพื่อกักเก็บอากาศที่หายใจไปวิเคราะห์ Hogen อธิบายว่า “การทดสอบเหล่านั้น แสดงให้เห็นว่าน่าจะสามารถวิ่งได้ 2:25 ชั่วโมง ในปี 1986”

มีการเชื้อเชิญ Pippig เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วโลกโดยตลอด และ Hogen ก็ทำเรื่องขออนุญาตไปแข่งขันวิ่งถนนเสมอ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตอบกลับว่าไม่อนุญาต Pippig บอกว่า “ฉันเสียใจมากที่เขาไม่อนุญาต เพราะฉันฝึกซ้อมอย่างหนักมาก และต้องการแข่งขัน” แต่โอกาสในการแข่งขันของ Pippig คือที่ป่าใหญ่หลังชมรม ที่เดี่ยวกับที่ฝึกซ้อมเท่านั้น เธอบอกว่า “มันไม่ค่อยสนุก”

Pippig และ Hogen ถูกห้ามไม่ให้อ่านแมกกาซีนวิ่งจากตะวันตกด้วย Hogen อธิบายอีกว่า “คุณต้องขออนุญาตก่อน แต่ก็ไม่เคยได้รับอนุญาต” Hogen รู้สึกเหนื่อยใจ เขาบอกว่า “ไม่อีกแล้ว เราขอโอกาสตั้งหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาบอกว่า “คุณไปไม่ได้ คุณจะต้องไม่ออกนอกประเทศ””

Hogen บอกว่า “นั่นก็เรื่องหนึ่ง” อีกเรื่องคือโบนัสที่เขาไม่เคยได้รับ ในระบบของเยอรมันตะวันออก โค้ชจะได้รับเงินเดือนพื้นฐาน ซึ่งเป็น “เงินเดือนที่เหมาะสมแล้ว” Hogen บอกไว้

เขาควรได้รับโบนัส เพราะนักวิ่งของเขาดีที่สุดของประเทศ “พวกเขามีคะแนนรวมสูงสุด มีเหรียญมากสุด และเป็นแชมป์บ่อยสุดของเยอรมันตะวันออก แต่ไม่เคยได้รับโบนัส พวกเขาตัดโบนัสเสมอ เนื่องจากผมพูดอยู่ในใจ.....นั่นคือระบบ ก็แค่นั้น” เขาเล่าโดยไม่มีความขมขื่น

นักกีฬาเยอรมันตะวันออก ถูกบอกบอกว่า “คนในตะวันตกไม่ใช่เพื่อนของเรา” เยอรมันตะวันตกคือศัตรูที่สำคัญที่สุด พวกเขาบอกว่า “ในประเทศนั้นมีแต่คนเลวมากๆ มีความคิดหลากหลายสำหรับทุกสิ่ง ซึ่งสร้างปัญหามากมาย”

แล้วประเทศเป็นอย่างไรต่อ ประชาชนกำลังเบื่อหน่ายกับกฎของคอมมิวนิสต์ และภายหลังการเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียต การเปลี่ยนแปลงก็มายังเยอรมันตะวันออกด้วย จนมาถึงการลื้อกำแพงเบอร์ลินในวันที่ 10 พฤศจิกายน 1989 Uta บอกว่า “พวกเราดีใจกันมากๆ เมื่อกำแพงถูกลื้อลงมา” พวกเขาใช้เวลาในการฉลองกันทั้งวันทั้งคืนกับเพื่อนๆ พวกเขาไปที่เบอร์ลินตะวันตกเพื่อพูดคุยกับประชาชนที่แตกต่าง มองดูอนาคตสำหรับพวกเขา ประเทศของเขา และอาชีพนักกีฬาของ Uta “ฉันวาดภาพว่าอะไรที่เป็นไปได้ และอะไรเป็นไม่ได้” สิ่งที่เป็นไปได้คือโอกาสที่ Uta สามารถเดินทางและร่วมประลองกับนักวิ่งหญิงที่ดีสุดของโลก เธอไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันหลายต่อหลายครั้งแล้ว และตอนนี้ดูเหมือนแน่นอนแล้วว่า เธอสามารถเข้าแข่งขันในตะวันตก “แล้วเราก็รออีกหน่อย เฝ้าดูสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไป แต่พวกเขาไม่เปลี่ยน” Pippig ยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทาง ข้าราชการกลุ่มเดิมยังคงมีอำนาจ ด้วยทัศนคติที่ไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม Hogen เสริมอีกว่า “ใช่ หลังจากการลื้อกำแพง มันยังเหมือนเดิม แล้วเราจึงพูดกันว่า เอาหละ เราต้องไปแล้ว”

สาวน้อยมุ่งสู่ตะวันตก (Go West, Young Woman)

Dieter ไม่ได้บอก Uta ว่ากำลังจะทิ้งเยอรมันตะวันออก จนเดือนมกราคม ก่อนวันที่จะหนีออกมา ดังนั้น เธอจึงไม่ได้ใช้เวลาคิดมากจนเกินไปกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น มันเป็นการตัดสินใจที่เต็มไปด้วยอันตราย การหลบหนีหมายถึงการหนีทหารของเธอจากกองทัพเยอรมันตะวันออก ซึ่งมีโทษหนัก เธอโทรหาพ่อแม่คืนนั้นและร้องไห้ เนื่องจากการหนีทหาร Pippig จึงบอกใครไม่ได้ว่าเธอกำลังจะหนี นอกจากพ่อแม่ของเธอ “ฉันโทรหาแค่พ่อแม่ พวกเขารู้สึกเศร้า “เธอบ้าไปแล้วหรือ อย่า ทำอย่างนั้นไมได้” มันเสี่ยงมากสำหรับฉันมากกว่า Dieter เพราะฉันขึ้นตรงกับกองทัพ แต่บางทีคุณแค่ต้องลองดู”
Pippig เก็บประเป๋า ใบ ขณะที่ Dieter มีใบเดียว “คุณจะเห็นว่า เราไม่สามารถเอาอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งอาจเป็นที่สงสัยได้” พวกเขากังวลกันว่ารถของพวกเขาอาจถูกสั่งให้หยุดที่ชายแดน เขาเอากระเป๋าขึ้นรถขณะฝนตก และขับข้ามชายแดน ทิ้งชีวิตเก่าไว้เบื้องหลัง แม้จะเต็มไปด้วยความหวัง มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ง่ายเลยสำหรับ Pippig

Dieter เล่าว่า “เราต้องการหนีออกมาก่อนที่พวกเขาจะสร้างกำแพงขึ้นอีกครั้ง ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นไปได้” หลายเดือนต่อมาหลังจากการลื้อกำแพง เยอรมันตะวันออกก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่างตะวันออกและตะวันตก แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ยุ่งเหยิงชัดเจนขึ้นในเดือนมีนาคม 1990 เมื่อประชาชนเยอรมันตะวันออกโหวตที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนจากเยอรมันตะวันตก

สิ่งที่เขาพบคือโลกใหม่ หนึ่งคือระบบการสนับสนุนเดิมหมดไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ต้องเดินด้วยตัวเอง Pippig และ Hogen ได้รับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนๆ “เรารู้ว่า เราจะต้องมีหนทาง เราอาจไปยังชมรมในเยอรมันตะวันตกและขอร้องพวกเขา ถ้าพวกเขายอมช่วย ครั้งนี้ฉันมาในฐานะนักวิ่งซึ่งไม่เลวเลย” นักวิ่งบางคนในชมรมหนึ่งของเบอร์ลินตะวันตกไม่เห็นด้วยที่จะช่วย Uta และ Dieter จึงไปที่ Stuttgart ที่พวกเขา “มีห้องเล็กๆ เป็นห้องใต้หลังคาที่อยู่ชั้นสูงสุด มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายนัก” Pippig เล่าว่า พวกเขาอยู่ใน Stuttgart ปีนึง ก่อนได้รับ “สิ่งดีๆ” ที่เสนอมาจาก SC Charlottenburg (SCC) ชมรมกีฬาของเบอร์ลินตะวันตกที่มั่นคงและเป็นผู้จัดการแข่งขันเบอร์ลินมาราธอน “เราพูดกันว่า ตกลงเราจะกลับไปเบอร์ลินกัน”

Hogen ถูกเสนองานโค้ชเต็มเวลา และทั้งคู่ได้ “ห้องพักที่ดีมากๆ” นั่นสำคัญ Dieter บอกว่า เพราะว่า “มันไม่ง่ายนักที่จะหาที่พักสักที่ เพราะมีคนมากมายจากตะวันออกมายังตะวันตก ทุกๆ สิ่งในเมืองถูกปิดลง” แต่เพื่อนๆ ใน Stuttgart รู้จักคนที่มีสายสัมพันธ์ ที่ช่วยหาห้องพักในเบอร์ลินให้ Hogen บอกว่า “คุณก็รู้ถึงสิ่งที่มันเป็น มันก็เหมือนกันทุกที่ในโลก”

ในที่สุด พวกเขามีบ้าน แล้ว Uta บอกว่า “เรามีความสุขกันจริงๆ” Pippig และ Hogen อยู่กับ SCC มาโดยตลอด ที่ซึ่ง Hogen มีหน้าที่โค้ชให้กับสมาชิกชมรม ทั้งนักวิ่งชั้นยอดและนั่งวิ่ง “เพื่อความสนุก” SCC ครอบคลุมกีฬาอีกหลายประเภทนอกจากการวิ่ง มีนักวิ่งมาราธอนสัก 200 คน และมีสมาชิกทั้งหมดรวม 1,500 คน เงินกองทุนมาจากการจัดการแข่งขัน อาทิ เบอร์ลินมาราธอน เช่นเดียวกับ การแข่งขัน cross-country ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมัน และการแข่งขันประเภทหญิงที่ใหญ่ที่สุด เงินที่มาจากการแข่งขันเหล่านั้นนำไปใช้ในการจัดการแข่งขันที่มากขึ้นและจ่ายค่าจ้างโค้ช Dieter บอกว่า ความก้าวหน้าของชมรมเกิดได้เพราะ “ผู้คนชอบกีฬากันมากๆ”

Pippig ชอบ SCC ในส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่ ชมรม (เป็นชมรมสุขภาพที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ด้านหลังเป็นสนามกีฬาที่มีลู่วิ่งที่ใช้ได้ทุกฤดูกาล และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬาปิงปอง ยกน้ำหนัก และกีฬาอื่นๆ) อยู่ติดกับป่าใหญ่ ที่เต็มไปด้วยทางที่เป็นดินนุ่มๆ “มันหมายถึงคุณสามารถออกไปเพื่อเข้าไปวิ่งในป่าเป็นชั่วโมงๆ ได้ เรามีทุกสิ่งที่ต้องการและสภาพแวดล้อมก็เหมาะกับการวิ่งจริงๆ” มันเหมาะมากกับการศึกษาของเธอด้วย ซึ่ง Pippig ตอนนี้เข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ สามารถกลับจากห้องเรียนมาที่ชมรมได้อย่างรวดเร็ว

อิสระในที่สุด (Free at Last)

ในที่สุด Uta ก็มีอิสระในการเข้าแข่งขันในตะวันตกและเธอได้เข้าแข่งขันบ่อยๆ การแข่งขันและการฝึกซ้อมของ Uta ไดรับพลังจากความกระตือรือร้นและความสนุกตื่นเต้นใหม่ๆ ชนิดที่มีไม่กี่คนที่ได้รับอิสระภาพหลังการถูกปิดตายมาตลอดชีวิตจะรู้สึกได้ หลังการฝึกซ้อมอย่างดีในช่วงฤดูหนาว เฉลี่ยประมาณ 120-130 ไมล์ต่อสัปดาห์ เธอชนะเลิศ 3,000 เมตรในการแข่งขัน German Championships นักวิ่ง 5,000 เมตรชั้นยอดของเยอรมันตะวันออกฝึกซ้อมมากกว่า 100 ไมล์ต่อสัปดาห์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ Hogen จะให้ Pippig ฝึกซ้อมด้วยระยะทางสะสมที่สูง ในเดือนกุมภาพันธ์ Uta ทำสถิติโลก 5,000 เมตรในร่ม ด้วยเวลา 15:17:71 ซึ่งทำลายสถิติเดิมของ Sonia O’Sullivan การแข่งขันครั้งนี้และครั้งอื่นๆ แสดงว่า Pippig อาจจะเหมาะกับระยะสั้นมากกว่า ถ้าเธอไม่เปลี่ยนไปฝึกมาราธอนเร็วจนเกินไป “ฉันควรฝึกความเร็วก่อน ฉันไม่ได้โกรธหรอกนะ แต่ก็เสียใจอยู่”
การแข่งขันครั้งแรกของเธอในฝั่งตะวันตกคือที่บอสตันมาราธอนปี 1990 เดือนหลังการหลบหนีจากเยอรมันตะวันออก “เราได้ยินมาเยอะเกี่ยวกับบอสตันมาราธอน เราพูดกันว่า “ไปบอสตันกันเถอะ...เราต้องทดสอบดู คุณต้องวิ่งได้เร็วแน่ๆ ไปกันเถอะ”” อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่ามันเป็นความคิดที่ดีนัก เพื่อนๆ และโค้ชท่านอื่นใน Stuttgart แย้งว่าให้มาวิ่งที่แฟรงค์เฟริทมาราธอนแทนดีกว่า “ฉันบอกว่าไม่เอา เราจะไปบอสตัน” มันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะ Uta ทำเวลาได้ 2:28:03 อันดับที่ รองจาก Rosa Mota Uta ได้รับรางวัล 24,000 เหรียญ มันดูเหมือนว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกหลายๆ คน จะงงกันว่า Uta นี่โผล่มาจากไหนกัน แต่เธอวิ่งมาเป็น 10 ปีแล้ว และที่เธอทำได้อย่างดีเยี่ยมเป็นผลจากระบบที่มีประสิทธิภาพของเยอรมันตะวันออกที่พัฒนานักวิ่งมาราธอนให้มีความแข็งแกร่ง

Pippig ใช้ช่วงฤดูร้อนปี 1990 เพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งขันเบอร์ลินมาราธอนในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จะวิ่งผ่านทั้งฝั่งตะวันออกแลตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน การแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเยอรมันนี้เริ่มขึ้นในปี 1974 ตั้งแต่ปี 1981 ถึง 1989 การแข่งมาราธอนจะเริ่มต้นจากด้านหน้าของ Brandenburg Gate สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก ในปี 1990 เมื่อลื้อกำแพงเบอร์ลินแล้ว นักวิ่งสามารถวิ่งผ่านได้เป็นครั้งแรกไปสู่เบอร์ลินตะวันออก

ความหวังในการรวมประเทศได้นำพาประเทศเยอรมันไปสู่ความเบิกบานใจ และการแข่งขันยังเติมเต็มความฝันให้กับ Pippig การวิ่งมาราธอนจัดขึ้นก่อนการรวมประเทศเยอรมันเพียง วัน มีผู้เข้าร่วม 25,000 คน หลั่งไหลไปตามถนนในกรุงเบอร์ลิน ในที่สุด Pippig ขึ้นนำในประเภทหญิงหลังออกจากจุดเริ่มต้นมุ่งไปสู่เส้นชัย ด้วยกำลังใจจากการเชียร์ของฝูงชนตลอดเส้นทาง Renate Kokowska เจ้าของสถิติประเทศโปแลนด์เข้าเส้นชัยช้ากว่าเล็กน้อย แต่ Pippig ชนะเลิศเร็วกว่า 33 วินาที ทำสถิติของสนามนี้ด้วยเวลา 2:28:37 ชั่วโมง

Pippig ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังกับ Running Stats “ตอนที่ฉันวิ่งผ่านประตูชัย Brandenburg ฉันรู้ว่าถึงเวลาที่ฉันต้องก้าวไปข้างหน้าไม่ใช่กลับหลัง สำหรับฉันแล้ว มันคือการเริ่มต้นอีกครั้ง” Steve Moneghetti ชาวออสเตรเลียทำเวลาประเภทชายได้ 2:08:16

ปี 1991 Pippig กลับไปที่บอสตันอีกครั้งเพื่อแข่งขันกับนักวิ่งมาราธอนหญิงที่ดีที่สุดหลายคน เช่น Joan Benoit Samuelson และ Kim Jones ชาวสหรัฐ, เจ้าของสถิติโลกชาวนอรเวย์ Ingrid Kristiansen, Wanda Panfil จากโปแลนด์ และ Kamillah Gradus จากโปแลนด์ Pippig ให้กลุ่มนำไปก่อนในเส้นทางช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงลงเนิน แต่เธอวิ่งอย่างแข็งแกร่งในครึ่งหลังของการแข่งขัน Panfil ชนะด้วยเวลา 2:24:18 และเป็นมาราธอนหญิงที่เข้าเส้นชัยใกล้ๆ กันที่สุด Pippig เข้าที่ หลัง Kim Jones 12 วินาที มันเป็นสัญญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่ Pippig แซง Samuelson เพื่ออันดับ ด้วยเวลา 2:26:52 Samuelson เข้าหลัง วินาที Gragus ที่ ต่อมาคือ Kristiansen ตามหลัง นาที

ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น Pippig ไปโตเกียวเพื่อเข้าแข่งขันชิงแชมป์ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ ได้อันดับ ในการแข่งขัน 10,000 เมตร แล้วเธอกลับมาเบอร์ลินและเพิ่มระยะฝึกซ้อมสะสมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบอสตันในปี 1992 ตอนนี้ Pippig พูดได้แล้วว่า “ทุกอย่างเป็นปกติมากๆ ทุกสิ่งที่เราปรารถนาในช่วงปีเหล่านั้น มันเป็นจริงทั้งหมด มันเป็นจริงด้วยเวลาสั้นๆ บางทีฉันก็ไม่อยากจะเชื่อ” Pippig ผู้อ่อนไหว ไม่เคยลืมผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในอดีตประเทศเยอรมันตะวันออก ผู้ซึ่งแก่เกินกว่าที่จะออกมาสู่ความสดใสและหลอมเข้ากับชีวิตใหม่อย่างเธอและ Dieter ได้ทำ เธอบอกว่า “ชีวิตของพวกเขาผ่านไปแล้ว พวกเขามีแผนการนะ แต่ไม่สามารถทำได้”

Pippig แบ่งเวลาของเธอระหว่างเมือง Berlin และ Boulder ใน Colorado ที่ที่เธอไปเพื่อฝึกซ้อมในที่สูง กรุงเบอร์ลินเติบโตขึ้นภายหลังการรวมประเทศ ด้วยถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน โครงการก่อสร้างต่างๆ และรถยนต์มากมาย แต่นอกตัวเมือง “มันยังคงน่าอยู่ คุณจะพบกับป่าไม้มากมายและทะเลสาบหลายแห่ง มันดีมากๆ สำหรับการฝึกซ้อม” ป่าไม้ยังคงเป็นของรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ Uta ชอบไปฝึกซ้อม “มีทางดินกว้าง เมตร” เธอเล่าโดยกางแขนของเธอออก “ไม่มีรถเลย มีแค่จักรยานนานๆ ที มันยอดมากเพราะคุณสามารถไปวิ่งได้ยาวนานโดยไม่มีสิ่งกีดขวางเลย” ไม่มีสิ่งขัดขวางในอาชีพนักวิ่งของเธอด้วย เธอตั้งใจฝึกซ้อมอย่างดีตอลดฤดูหนาว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบอสตันและโอลิมปิกที่บาร์เซโลน่า

ในเดือนเมษายน 1992 Pippig ได้อันดับ ที่บอสตันเป็นครั้งที่ ติดต่อกัน ด้วยเวลา 2:27:12 และเข้าหลัง Olga Markova ชาวรัสเซีย (2:23:43) และ Yoshiko Yamamoto จากญี่ปุ่น (2:26:26) ผู้บรรยาย Katherine Switzer บรรยายที่บอสตันว่า Pippig เป็นนักวิ่งหญิง “คลื่นลูกใหม่” Uta เป็นหนึ่งในผู้ถูกคาดหวังว่าจะคว้าเหรียญในมาราธอนโอลิมปิกที่บาร์เซโลน่า แต่เธอเลือกแข่ง 10,000 เมตรแทน เธอไม่ต้องการวิ่งมาราธอนในอากาศที่ร้อนและมีมลพิษในบาร์เซโลน่า Pippig ได้อันดับ ที่โอลิมปิกในเวลา 31:36.4

ความล้มเหลวที่ Stuttgart กับผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (Stuttgart Failure, Big Apple Success)
ในเดือนกันยายน 1993 นักวิ่งหญิงจีนทำให้โลกตะลึกกับการทำสถิติโลกที่ท่วมท้นอย่างน่าแปลกใจในกีฬาแห่งชาติที่กรุงปักกิ่ง Wang Junxia ทำลายสถิติ 10,000 เมตรของ Ingrid Kristiansen (30:13:74) ด้วยเวลาที่เหลือเชื่อ 29:31.7 และ Qu Yunxia ทำเวลา 3:50.4 ในระยะ 1,500 เมตร หญิงจีนถึง คนวิ่งได้ต่ำกว่าสถิติโลกถึง 14 ครั้ง มีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ที่นักวิ่งจีนจะใช้สารเพิ่มความสามารถ และหลังจากการชิงแชมป์โลกปี 1993 ที่โดดเด่น คนที่ทำสถิติก็ดูเหมือนจะหายไปจากสายตา

Pippig พุ่งเป้าไปที่รายการชิงแชมป์โลกใน Stuttgart เธอร่วมแข่งขันวิ่งถนน รายการ และชนะทั้ง รายการ ที่ Pittsburgh 10K และ Arturo Barrios Invitational ทั้งๆ ที่ฝึกหนักมากกว่า 100 ไมล์หลายสัปดาห์ก่อนการแข่งขันแต่ละรายการ ที่ Barrios Invitational เธอทำลายสถิติของรายการ 13 วินาที ด้วยเวลา 32:17 และเอาชนะ Nadia Prasad และ Olga Appell ถัดมาเธอชนะที่ Bix 7-miler ที่ Davenport ถูกกดดันโดย Ann Marie Letko จนทำลายสถิติของรายการ (Uta ชอบวิ่งแข่งบนถนน พูดได้ว่าเธอรู้สึกว่าเธอเคยพลาดการแข่งขันในหลายๆ รายการมาก่อน) วันถัดมา Uta และ Dieter กลับประเทศเยอรมันซึ่งมีเวลาต่างกัน ชั่วโมง เพื่อเตรียมตัวสำหรับรายการชิงแชมป์โลกที่ Stuttgart เธอแข่งในลู่บ้างแถบยุโรป เพื่อทำสถิติใหม่ของตัวเองในระยะ 3,000 เมตร ด้วยเวลา 8:45 และต่อมาเป็น 8:40

ดูเหมือนว่าเธอพร้อมแล้ว แต่เธอ “ฝึกความเร็วมากเกินไป”

ฉันตั้งใจฝึกหนักเกินไปอีกครั้งช่วงหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง แล้วฉันก็รู้สึกล้า ฉัน “ตั้งใจมากจนเกินไป” เอาหละ Stuttgart อยู่ในประเทศของฉัน ฉันต้องทำให้ดีเยี่ยม (แต่) ฉันตั้งใจฝึกหนักเกินไป

ด้วยขาที่ล้า Pippig ได้อันดับ อย่างน่าผิดหวังในประเภท 10,000 เมตร Junxia ชนะเลิศด้วยเวลา 30:49.3 นาที

หลังจากที่ Stuttgart Uta ได้พักช่วงสั้นๆ แล้วเริ่มเตรียมตัวสำหรับ New York City Marathon Pippig ถูกผลักดันโดยนักวิ่งจีน ฝึกซ้อมอย่างดีที่สุดในชีวิต ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เธอตัดสินใจเลื่อนการสอบเตรียมแพทย์ของเธอไปอีกปี เพื่อให้ตัวเธอเองมีโอกาสทุ่มความตั้งใจทั้งหมดให้กับการวิ่ง

เธอและ Dieter ซื้อบ้านใหม่ในเมือง Boulder ใกล้สนามกอล์ฟแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมืองที่มีเนินเป็นลูกคลื่นมากมาย ชีวิตของเธอทุ่มเทเต็มที่ให้กับการฝึกซ้อม เธอไม่ซื้อโทรทัศน์เอาไว้ในบ้าน เพราะรู้สึกว่ามันจะดึงเธอออกจากการฝึกซ้อมของเธอ เธอบอกว่า “การดูทีวีทำให้เครียด เพราะฉันจะได้ดูสถานการณ์ทางการเมืองรอบโลก เรื่องนี้เรื่องนั้นโอ้แม่เจ้า ฉันจะคิดถึงพ่อแม่ของฉัน แล้วฉันแทบบ้า ดังนั้นฉันเลยบอกให้ลืมมันซะ” ในตอนเย็นเธออาจจะฟังวิทยุและอ่านตำราของเธอ เธอตั้งใจอย่างเต็มที่ เธอไม่แม้แต่จะไปซื้อของ

เป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ ที่ Uta มีเวลาฝึกซ้อมอย่างเพียงพอ และเธอและ Dieter ระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ฝึกหนักจนเกินไป “มันยากที่จะทำผิดซ้ำเช่นที่เราเคยทำที่ Stuttgart เพราะการฝึกซ้อมสำหรับมาราธอนจะช้ากว่าการฝึกสำหรับ 10,000 เมตร” Dieter บอกไว้ Uta มีความเร็วพอแล้วจากการฝึกในลู่ช่วงฤดูร้อนของเธอ เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่นิวยอร์ค

สัปดาห์ก่อนรายการนิวยอร์ค เธอฝึกหนักครั้งสุดท้าย มีการทดสอบเวลา 30 กิโลเมตรบนเขาที่ความสูง 8,200 ฟุตเหนือน้ำทะเล ด้วยความพยายามที่ 90 เปอร์เซ็นต์ เธอค่อยๆ ลดปริมาณการฝึกซ้อมลงในช่วงที่เหลือก่อนถึงรายการที่นิวยอร์ค และในที่สุดจึงมีเวลาไปเลือกซื้อเสื้อกันหนาวสักตัวสำหรับเธอเอง ขณะที่เตรียมตัวเธอให้พร้อมสำหรับมาราธอน Pippig จับตาไปยังนักวิ่งหญิงจีนในอีกซีกโลก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 1993 รายการมาราธอน IAAF World Cup ใน San Sebastian ประเทศสเปน นักวิ่งหญิงจีนกวาด อันดับแรกไป โดยผู้ชนะ Wang Junxia ทำเวลา 2:28:16 Uta ได้รับโทรศัพท์และแฟกซ์ข้อความมามากมายเพื่อบอกผลการแข่งขันให้เธอทราบ เธอหายใจด้วยความโล่งอกว่า กำแพงเวลา 2:20 ยังคงอยู่

Pippig มั่นใจว่าเธอจะทำได้ดีที่นิวยอร์คและเป็นอิสระจากตำราของเธอที่กองเป็นตั้ง การฝึกซ้อมในระดับสูงสุดขณะที่เรียนแพทย์ไปด้วยนั้นยากเอามากๆ “สำหรับมาราธอน คุณต้องวิ่งยาวเยอะๆ ซึ่งส่วนใหญ่วิ่งบนเขา คุณต้องฝึกความทนทานที่มีความเร็วด้วย และคุณมักจะอ่อนล้ามากๆ หลังการฝึกซ้อมเหล่านั้น และคุณก็ต้องการพัก” Dieter อธิบายไว้ “แล้วจากผลการศึกษา การพักฟื้นของคุณต้องใช้เวลาเอามากๆ นั่นคือเหตุผลที่ครั้งนี้น่าจะดีกว่ามาก Uta ฝึกซ้อมได้ดีขึ้น”

Pippig เสริมว่า “ฉันพอใจ เพราะฉันรู้สึกผ่อนคลายมากหลังจากการฝึกซ้อมหนักๆ ทั้งหมด คุณเสร็จสิ้นการฝึกหนักที่สุดไปแล้ว และคุณรู้สึกอ่อนล้า และคุณต้องการเวลามากๆ ในการพักฟื้น” เธอวิ่งรายการแข่งบนถนนได้ดีก่อนรายการนิวยอร์ค ด้วยเวลา 31:52 ที่ Great Race 10K ใน Pittsburgh ต่างหากจากการฝึกซ้อมกว่า 160 ไมล์ต่อสัปดาห์ ก่อนมุ่งหน้าสู่นิวยอร์ค Pippig ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับผู้รายงานข่าวเกี่ยวกับว่าเธอตั้งเป้าอะไรไว้ แต่โดยส่วนตัวแล้วเธอตั้งเป้าไปที่สถิติประเทศเยอรมัน 2:25 ของ Katrin Dorre

รายการนิวยอร์คเป็นการแข่งขันที่ผลักดัน Pippig ไปสู่นักวิ่งมาราธอนหญิงอันดับต้นๆ Kim Jones และ Anne Marie Letko ชาวอเมริกันคือคู่แข่งของเธอ Letko เคยเอาชนะ Pippig ในรายการชิงแชมป์โลกระยะ 10,000 เมตร นิวยอร์คเป็นมาราธอนรายการแรกของ Letko และเธอเผยให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าเธอกำลังเล็งเป้าไปที่ Pippig ในช่วงไมล์แรกๆ นักวิ่งอเมริกันดูเหมือนว่าเธอพร้อมที่จะชนะ แต่ Letko หล่นไปอยู่ข้างหลังที่ระยะ ไมล์ และที่ 15 ไมล์เธออยู่หลัง นาที Pippig กำลังวิ่งสู้กับความร้อนกับเวลาเท่านั้น การฝึกซ้อมระยะทางสะสมสูงๆ ของ Pippig ทำให้เธอแข็งแกร่งกว่านักวิ่งมาราธอนคนอื่น และเธอทำได้ดีระหว่างการแข่งขัน วันนี้เป็นวันที่อากาศร้อนและชื้น จน Letko ต้องออกจากการแข่งขันและให้รถพยาบาลรับไปส่งที่โรงพยาบาล Pippig รับแค่น้ำเปล่าเหมือนมาราธอนทุกครั้งของเธอ สถิติของรายการคือ 2:24:40 ทำไว้โดย Lisa Ondieki ในปี 1992 Pippig วิ่งด้วยความเร็วที่ช้ากว่าสถิตของรายการ จนถึงระยะ 21 ไมล์ ถึงจะเร่งความเร็วขึ้น แต่ยังคงชนะแบบสบายๆ ด้วยเวลา 2:26:24 ในสภาพอากาศที่ร้อนมาก เร็วกว่าอันดับ Olga Appell จากเม็กซิโก (ปัจจุบันชาวสหรัฐ) ถึง 2:30 นาที การแข่งขันครั้งนี้ สถิติของ Pippig ขึ้นสู่อันดับ สูงสุดของรายการมาราธอนตั้งแต่ปี 1987 และเป็นการชนะเลิศครั้งที่ ของเธอในมาราธอนรายการใหญ่ “ฉันดีใจมากๆ กับการแข่งขัน” เธอเล่าให้ฟัง เธอได้อันดับที่ 41 ของนักวิ่งทั้งหมด “ฉันแปลกใจว่าทำไมมันง่ายจัง” เธอเสริมอีกว่า

ฉันชอบตอนที่นักวิ่งหญิงอื่นๆ วิ่งไปกับฉัน แต่ถ้าพวกเขากำลังช้าเกินไปแล้วเราจะไม่สามารถวิ่งให้เร็วมากๆ ในช่วงท้ายๆ ได้ และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องวิ่งแข่งด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ร่วมไปกับนักวิ่งหญิงอื่นๆ เพราะถ้าพวกเขามากับคุณ คุณก็จะวิ่งได้เร็ว

“Uta คว้าชัยที่นิวยอร์คดั่งพายุ” ข่าวพาดหัวฉบับหนึ่ง และสื่อเริ่มจับจ้องมาที่ดารานักวิ่งคนใหม่เอี่ยม Dieter เล่าว่า “ดูสิ ทุกคนที่รู้เรื่องกีฬาจะต้องรู้ว่า Uta จะทำเวลาได้เร็วกว่านี้ ถ้าสภาพแวดล้อมดี” Pippig พอใจ ที่เธอชนะซึ่งเธอต้องการสภาพแวดล้อมที่โหดๆ ตอนนี้เธอจ้องไปที่รายการบอสตันปี 1994 และโอกาสที่บางทีวันนั้นอากาศจะดี ก็จะทำเวลาได้ดีด้วย

หลังจากไปพักสั้นๆ ที่ Boulder Pippig ได้กลับไปที่เบอร์ลินและพัก เธอพักผ่อนและเล่นสกีข้ามทุ่งตามปกติในช่วงฤดูหนาวปี 1993-1994 แล้วเริ่มต้นฝึกพื้นฐานเพื่อมุ่งหวังไปที่บอสตัน เธอบอกว่า “เฮ้ ฉันกำลังสนุกและฝึกซ้อมได้ดี ถ้าทุกอย่างไปด้วยดี ฉันอาจทำเวลาได้เยี่ยม” Dieter มั่นใจว่าเธอจะวิ่งได้ยอดเยี่ยมที่นั่น Hogen เล่าความหลัง “ก่อนบอสตันปี 1990, 1991 และ 1992 Uta อ่อนล้าเสมอ มันไม่มีโอกาสได้ฝึกอย่างถูกต้อง” ตอนนี้ด้วยการฝึกซ้อมอย่างถูกต้อง (ด้วยการพักฟื้นมากๆ และระยะทางสะสมมากๆ) เธอมีเป้าหมายในใจว่าจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำเวลามาราธอนทะลุกำแพง 2:20 ให้ได้ เธอยังกลัวว่านักวิ่งหญิงจีนอาจทำได้ก่อนหลังจากที่พวกนั้นหายไป แต่นักวิ่งจีนทำไม่ได้ พวกนั้นวิ่งลอนดอนมาราธอนด้วยสถิต “ธรรมดา” ระหว่าง ปีถัดมา

ผู้หญิงจะวิ่งมาราธอนเร็วกว่า 2:20ได้หรือไม่? Pippig บอกว่า “เป็นไปได้อย่างแน่นอน” “ตอนที่ฉันได้ยินเรื่องนักวิ่งจีนครั้งแรก ทำให้ฉันวิ่งอย่างคนบ้า” โดยการวิ่งด้วยระยะทางสะสมที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม มันทำได้ไม่นานหรอก

แล้วฉันก็อ่อนล้า นักวิ่งหญิงหลายๆ คนฝึกซ้อมอย่างจริงจังเป็นเวลาหลายปี อย่าง Ingrid Kristiansen, Liz McColgan, Lisa Ondieki ล้วนแต่ฝึกซ้อมจริงจังมาก Rosa Mota และนักวิ่งหญิงเยี่ยมยอดทั้งหมด ทดลองการฝึกซ้อมกันหลายๆ รูปแบบ และแล้วก็มีนักวิ่งหญิงจีนโผล่มา...(เธอดีดนิ้ว) และพวกเธอวิ่ง 10 กิโลเมตรได้ต่ำกว่า 30 นาที วิ่ง 3,000 เมตรใกล้ๆ นาที มันไม่ใช่การก้าวไปทีละขั้น

Dieter เล่าว่า “พวกนั้นวิ่ง 4:12 ต่อไมล์ในการแข่ง 3,000 เมตร นั่นมันสถิติโลก” Pippig เสริมอีกว่า

ถ้าไม่ได้ใช้ยา ฉันคงต้องถอดหมวก และบอกว่า โอ้ คุณยอดมาก ผู้คนล้วนบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก และเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของผู้หญิงในศตวรรษนี้ ที่จะทะลุเวลา 30 นาที (สำหรับ 10,000 เมตร) และทะลุ 2:20 ชั่วโมง และตอนนี้พวกเธอทะลุ 30 นาทีไปแล้ว และทุกคนมีความรู้สึกไม่ดี แทนที่จะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม ฉันกลับรู้สึกไม่ดี

Pippig บอกว่าเธอทำได้แค่รอดูเวลาที่นักวิ่งจีนจากไป “ฉันจะฝึกซ้อมตัวเอง และพยายามตั้งใจฝึกให้หนัก เพราะมันคือรับบการฝึกซ้อมที่ดีที่ฉันใช้”

การฝึกซ้อมเป็นงานที่สนุกและหนัก (Training: Fun and hard work)

บนกำแพงอิฐของห้องครัวที่ได้รับการดูแลอย่างดีในบ้านของ Pippig ที่ Boulder มีการแขวนปฏิทินขนาดใหญ่ที่ใส่ตารางการฝึกซ้อมของเธอไว้ มีการใช้สีเป็นสัญญลักษณ์เพื่อแยกประเภทการฝึกซ้อม โดยใช้สีเขียวสำหรับการฝึกความทนทาน สีแดงสำหรับการฝึกหนัก และสีน้ำเงินการซ้อมวิ่งสบายๆ มันแสดงถึงหลักในการฝึกซ้อมที่เป็นวิทยาศาสตร์และเข้มงวดซึ่งใส่อารมณ์ขันเข้าไปด้วย “ตารางซ้อมคือวิธีที่ช่วยให้สนุกกับการฝึกซ้อม เมื่อคุณทำตารางฝึกมาแล้วสัก 20 ปี มันก็จะกลายเป็นนิสัยที่สอง...ฉันชอบนะ เราวางแผนการฝึกเพราะถ้าคุณมีตารางฝึกที่แสดงให้เห็นทั้งปี มันจะง่ายมากที่จะเห็นข้อผิดพลาด” Dieter อธิบายไว้
เรามีตารางซ้อมกันทุกๆ ปี และถ้าคุณแขวนตารางทั้ง 10 ปีไว้บนกำแพง คุณก็จะเห็นได้ว่าหลังจากการฝึกซ้อมตามแผนนี้แล้วผลเป็นอย่างไร เราจะเห็นอะไรได้หลายๆอย่าง และบางทีเราอาจเห็นข้อผิดพลาดของแผน พวกเราชอบแบบนี้ คือคุณเดินตามตารางการฝึกซ้อมและได้เห็นการฝึกซ้อมที่ต่างๆ กันไป มันดีนะและคุณจะสนุกเมื่อพูดคุยถึงการฝึกซ้อม ถ้าคุณไม่สนุก ผมคิดว่ามันคงจะน่าเบื่อนะ

แต่การฝึกหนักไปเรื่อยๆ ความสนุกอาจไม่เพียงพอ “ต้องทั้งสนุกและสำเร็จด้วย” Dieter อธิบาย “ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณคงไม่ทำมันต่อไป การฝึกซ้อมเหล่านั้นหนัก ดังนั้นถ้าคุณบรรลุเป้าหมาย มันก็สนุก และถ้าคุณมีการฝึกซ้อมที่หนักมากๆ คุณต้องมีวันสบายๆ ด้วย”

“มันเหมือนฝึก ฝึก ฝึก ฝึกหนัก แล้วตามด้วยสบายๆ บ้าง” Uta บอกไว้ด้วยเสียงต่ำลง

แล้วคุณจะรู้สึกดีและคุณจะวิ่งได้เรื่อยๆ เพราะการเริ่มต้นวิ่งมันไม่ง่าย และก็ไม่ง่ายที่จะวิ่งต่อเนื่อง นั่นเป็นเหตุผลที่ตารางซ้อมสำคัญมาก การฝึกซ้อมหนักมากๆ แล้วตามด้วยสบายมากๆ ก็เพื่อความสนุก และสำหรับฉัน 3.8 เมตรต่อวินาที (7 นาทีต่อไมล์) เป็นความเร็วที่สนุก

นักวิ่งเคนย่า คน รวมถึง Sammy Lelei (ผู้ทำเวลามาราธอน 2:07:02 ในปี 1995 เร็วที่สุดอันดับ 2) Lameck Aguta และ Simon Karori มาฝึกกับ Hogen และนักวิ่งเยอรมันอีกบางคน พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ทีม Magnolia” เป็นชื่อถนนที่เขาฝึกซ้อมกันบนเขา การฝึกซ้อมของพวกเขาวัดกันเป็นเมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในอดีตเยอรมันตะวันออก มันอาจจะไม่เหมือนที่เขาใช้กัน และบางที Uta จ้องมองด้วยความว่างเปล่า เมื่อเธอพยายามอธิบายถึงความเร็วที่เธอฝึกซ้อม

เธอบอกว่า “มันยากที่จะคิดเป็นไมล์” เพราะเราวัดทุกอย่างเป็นเมตรต่อวินาที ถ้าบางคนพูดว่า นาทีต่อกิโลเมตร นั่นคือระบบเก่าในเยอรมันตะวันออก ตัวอย่างเช่น ความเร็วแบบผ่อนคลายของคุณอาจจะประมาณ 3.7 เมตรต่อวินาที แล้วอาจเร่งความเร็วขึ้นเป็น เมตรต่อวินาที และเร็วมากๆ ที่ เมตรต่อวินาที

เมตรต่อวินาทีคือ 32 นาทีต่อ 10 กิโลเมตร 4.17 เมตรต่อวินทีคือ 40 นาทีต่อ 10 กิโลเมตร และ 3.7 เมตรต่อวินาทีคือ 45 นาทีต่อ 10 กิโลเมตร Pippig บอกติดตลกว่า “เราคิดว่าระบบนี้ มันเป็นระบบที่ชัดเจนมากและเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับกันมาก”

ด้วยวิธีการวัดความเร็วอของเธอแบบใดก็ตาม Pippig ฝึกซ้อมด้วยระยะทางสะสมที่สูงที่สุดเท่าที่มีผู้หญิงเคยทำ รวมทั้ง Joan Benoit Samuelson ตัวอย่างการฝึกประจำสัปดาห์สำหรับ Pippig เพื่อเตรียมแข่งมาราธอน มีทั้งการวิ่ง ครั้งต่อวัน ยกเว้นวันที่มีการวิ่งยาวๆ

เมื่อฝึกซ้อมสำหรับการแข่งประเภทลู่ Pippig ฝึกอินเตอร์วาล 400 เมตร 15-20 เที่ยว เที่ยวแรกๆ 75 วินาที แล้วไปจบเที่ยวสุดท้ายที่ 66-69 วินาที พักระหว่างเที่ยว นาที พอ 10 วันก่อนแข่งในลู่ เธอจะวิ่ง 10 400 เมตรเที่ยวละ 65-68 วินาที ถ้าฝึกซ้อมสำหรับการแข่งบนถนน เธอจะฝึกซ้อมส่วนใหญ่ในสภาพที่เป็นเนิน เพราะสนามที่เธอเข้าแข่งขันอย่างที่บอสตันนั้นเต็มไปด้วยเนิน Piipig ปกติจะฝึกเพื่อแข่งบนถนน เธอเล่าว่า “ฉันทำอย่างนั้น เพราะการแข่งขันประเภทหญิงไม่เคี่ยวเท่ากับของประเภทชาย แต่การจะชนะการแข่งขันได้นั้นยากทั้งประเภทชายและหญิง”

เฉลี่ย 10 สัปดาห์ก่อนมาราธอนคือประมาณ 130 ไมล์ต่อสัปดาห์ ระยะทางสะสมต่อสัปดาห์ก่อนการแข่งขันจะลดลง แต่ยังคงเกินกว่า 100 ไมล์ ตารางซ้อมประจำปีของเธอคล้ายกับยอดเขาและหุบเหว คือบางสัปดาห์ Pippig วิ่งถึง 170-180 ไมล์ต่อสัปดาห์ แล้วตามด้วยสัปดาห์ที่มีระยะทางสะสมที่ต่ำ Hogen ไม่เคยนับระยะทางสะสมของ Uta หรือนักวิ่งของเขาคนอื่นๆ “ผมไม่สนใจว่าเธอจะวิ่งไปสักกี่ไมล์ สำหรับผมแล้ว สนใจแต่รูปแบบการฝึกที่ใช้ คุณภาพของการฝึกซ้อม Uta อาจจะนับหรือไม่ก็ได้”

การวิ่งรอบแรก 3-5 ไมล์ 6:30 นาฬิกา ตามด้วยตารางซ้อมดังนี้:
วันอาทิตย์:20 ไมล์ ด้วยความเร็ว 3.90 เมตรต่อวินาที
วันจันทร์:เช้า วิ่งสบายๆ 10 ไมล์ (3.80 เมตรต่อวินาที)
เย็น ไมล์ (3.80 เมตรต่อวินาที), วิ่งสไตร์ด 15 เที่ยว, สร้างความแข็งแรง 45 นาที
วันอังคาร:เช้า ไมล์ ในเวลา 5:15 พักฟื้นระหว่างเที่ยว จ๊อก 400 เมตร ใน นาที
เย็น ไมล์
วันพุธ:เหมือนวันจันทร์ ยกเว้นไม่มีการวิ่งสไตร์ด
วันพฤหัสฯ:เช้า 5ไมล์ “ความเร็วปานกลาง” (4.17 เมตรต่อวินาที)
เย็น ไมล์ วิ่งสไตร์ด
วันศุกร์:เหมือนวันจันทร์
วันเสาร์:เช้า ไมล์ (4.80 เมตรต่อวินาที)
เย็น ไมล์ (3.70 เมตรต่อวินาที)

Pippig พักผ่อนเต็มที่เพื่อมาราธอนรายการใหญ่และการแข่งชิงแชมป์ประเภทลู่ ระยะทางสะสมต่อสัปดาห์ของเธอคือ 180 ไมล์ ตามด้วยสัปดาห์สบายๆ “คุณรู้มั๊ย…” Uta เล่าไปหัวเราะไป

ฉันทำไม่ได้อย่างนักวิ่งจีน ฉันลองแล้ว เกินกว่า 160 ไมล์ต่อสัปดาห์ คือที่นักวิ่งจีนฝึกกันทุกสัปดาห์ ฉันล้าเอามากๆ หลังจากฝึก 160 ไมล์หลายสัปดาห์ ฉันไปแข่งที่ San Diego แต่ไม่สดนัก ฉันไม่สามารถวิ่งต่ำกว่า 32 นาทีได้ (สำหรับ 10 กิโลเมตร) ทำได้แค่ 32:17 คุณรู้มั๊ย ถ้าคุณซ้อมดีมากกว่านี้ คุณจะทำได้ดีกว่านี้มาก

การฝึกซ้อมแบบ “ดี” หมายถึงมีวันฝึกหนักสลับกันวันพักฟื้นที่ “สนุก” วันอาทิตย์วิ่งยาวระหว่าง 19-22 ไมล์ ที่ความสูง 8,500 ฟุต สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง Uta จะวิ่งไปกับนักวิ่งชายที่ Hogen ฝึกให้ การฝึกซ้อมร่วมกับคนอื่นนั้นสำคัญ เธอเล่า เพราะ “บางทีมันดีนะที่มีบางคนวิ่งอยู่หน้าคุณ”

แม้ว่าเธอฝึกซ้อมที่ความสูงประมาณ 6,000 ฟุตอยู่บ่อยๆ เมื่ออยู่ที่สหรัฐ Pippig ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสูงนั้น เมื่อพูดถึงพื้นที่สูง พวกเขาหมายถึงสูงกว่า 8,000 ฟุตเหนือน้ำทะเล ซึ่งมีผลต่อความเบาบางของออกซิเจนจนคุณรู้สึกได้ เวลาของพวกเขาจะทำได้ช้ากว่าที่ระดับน้ำทะล แต่ไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น เมื่อฝึกซ้อม 1,000 เมตรหลายเที่ยว ที่ความสูกว่า 7,000 ฟุต ปกติจะทำได้ช้ากว่าสัก 5-10 วินาที เทียบกับที่ระดับน้ำทะเล Pippig ฝึกซ้อมได้ดีที่ Boulder เพราะเธอรู้สึกสะดวกสบายที่นั่น และเธอรวมเข้ากันกับเมืองแห่งนักกีฬาได้เป็นอย่างดี “ที่นี่ดีมาก ที่ดีสำหรับเราคือผู้คนส่วนมากเข้าใจการวิ่งและมีอารมณ์ร่วมไปกับการวิ่ง พวกเขารู้ว่ามันเป็นอย่างไร หัวใจคือรอบๆ ตัวคุณที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดี”

ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 Pippig ทำเวลา 67:59 ชนะเลิศในการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่ Kyoto ประเทศญี่ปุ่น เร็วกว่าเวลาที่ดีที่สุดของโลกถึง นาที 19 วินาที โดย Ingrid Kristiansen นั้นเป็นผลงานที่ดีเยี่ยม ที่นักวิ่งบางคนที่รู้สถิติต่างๆ พอได้ยินถึงเวลาดังกล่าว เข้าใจว่าต้องเป็นสถิติเวลาของระยะ 20 กิโลเมตร ไม่ใช่ระยะ 13.1 ไมล์หรือฮาล์ฟมาราธอน มันถึงเวลาที่ Pippig จะแสดงถึงความพร้อมสำหรับการทำเวลาที่ดีในระยะมาราธอน แล้วเธอก็กลับไปที่ Boulder เพื่อฝึกซ้อมบนที่สูงมากขึ้น Uta เพิ่มระยะทางสะสมไปเป็น 180 ไมล์ต่อสัปดาห์ ตามด้วยสัปดาห์ที่มีระยะทางสะสมที่น้อยกว่า บอกว่าเธอรู้สึกดีใจที่เริ่มต้นอีกครั้งด้วย “การฝึกซ้อมที่จริงจัง สำหรับ – ปี (หรือมากกว่า)”

การวิ่งที่ทำสถิติ (A Run at the Record)
การฝึกซ้อมอย่างจริงจังส่งผลต่อการแข่งขันที่เข้มข้นมากๆ บางสนาม ในเดือนเมษายน 1994 Pippig พบกับการแข่งขันที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันบอสตันมาราธอนที่เต็มไปด้วยนักวิ่งหญิงที่ดีที่สุดมารวมตัวกัน คู่แข่งคนสำคัญของเธอคือ Valentina Yegorova เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก, Olga Markova แชมป์บอสตัน สมัย, Colleen De Reuck จากอัฟริกาใต้ และ Elana Meyer เหรียญเงินโอลิมปิกระยะ 10,000 เมตร ซึ่งจะเป็นมาราธอนแรกของเธอ Pippig ฝึกซ้อมตรงตามตารางซ้อม และเตรียมตัวสำหรับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ยกเว้นการป่วย “มันจะป่วยง่ายขึ้น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณมีสุขภาพดี” Dieter เล่าไว้ และมันก็เกิดขึ้นกับ Uta เธอออกวิ่งขณะฝนตกเมื่อเธอมาถึงบอสตันในวันอังคารก่อนการแข่งขัน และต่อมาในคืนนั้น “มีอาการปวดหัวนิดหน่อยและมีน้ำมูกไหล วันพุธรู้สึกไม่ค่อยดี แล้วในวันพฤหัสฯ และศุกร์รู้สึกแย่เอามากๆ” ในวันศุกร์ Hogen จึงพา Pippig ไปโรงพยาบาลท้องถิ่น ซึ่งได้ตรวจเลือดของเธอ คืนวันอาทิตย์เธอออกวิ่งสบายๆ และบอก Hogen ว่าเธอพร้อมแข่งแล้ว “ฉันรู้สึกสมบูรณ์ดี ฉันรู้สึกแข็งแรงดี ฉันต้องไปแข่งพรุ้งนี้และลองดู ฉันรู้สึกว่าสมบูรณ์ดีมากเหมือนให้วิ่งด้วยขาข้างเดียวก็ยังไหว ฉันจะต้องเป็น ใน อันดับแรก” เธอพูดติดตลก

Dieter บอกว่า Uta คือนักกีฬาที่เพ่งความสนใจไปกับการวิ่งเอามากๆๆ จนดูเหมือนว่าทุกอย่างอยู่ในกล้ามเนื้อของเธอ มันดูเหมือนว่าร่างกายมีพลังไม่พอที่จะต่อสู้กับสิ่งอื่นอีกแล้ว คุณใช้ทุกอย่างสำหรับความสมบูรณ์ของคุณ อย่างนั้นแล้วคุณต้องมีความระมัดระวังมากกว่าก่อน

Pippig ระมัดระวังในช่วงแรก โดยวิ่งไปกับกลุ่มนำที่มี Meyer, Markova, Yegorova และ De Reuck ไปจนถึงครึ่งทาง เธอรู้สึกแข็งแรงดีพอที่จะวิ่งเร็วกว่านี้ในช่วงแรกๆ แต่เธอยั้งตัวเองเอาไว้จนถึง 15 ไมล์ แล้วจึงเร่งเป็น 5:12 นาทีต่อไมล์ ซึ่งมีเพียง Meyer ที่วิ่งไปกับเธอ และเมื่อถึง 18 ไมล์ ซึ่งมีเนิน นักวิ่งจากอัฟริกาใต้คนนี้จึงค่อยๆ ถอยห่างออกไปอยู่ข้างหลัง โดย Pippig สามารถวิ่งต่อไปเพื่อชัยชนะ ด้วยการช่วยเหลือจากลมพา เธอทำเวลา 2:21:45 ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดอันดับ ในยุคนั้น รองจาก Kristiansen (2:21:06) และ Benoit Samuelson (2:21:21) ส่วน Yegorova เข้าที่ ด้วยเวลา 2:23:33 ตามด้วย Meyer เวลา 2:25:15

Hogen เล่าว่า “แน่นอน มันมีสภาพแวดล้อมและทุกอย่างดีเยี่ยม” 

แต่ Uta อาจบอกว่า ถ้าฉันไม่เป็นหวัด ถ้าฉันไม่มีแรงกดดันอยู่ในใจจากความเครียดกับผลของการแข่งขัน ฉันน่าจะวิ่งได้ต่ำกว่านี้อีกสัก นาที แล้วเวลาก็อาจเหมือนเดิมถ้าไม่มีลมช่วย แสดงว่าทั้งหมดน่าจะเป็นเพราะลม...ก็ไม่เป็นไรนะ แต่อย่าไปใส่ใจมันมากจนเกินไป สุดท้าย เราก็มีโชคจริงๆ ที่ Uta ยังมาแข่งได้ ตอนนี้เธอดีใจที่เธอเอาชนะแชมป์โอลิมปิกถึง นาที

ตอนนี้ Pippig คือดาราบนสื่อ เธอจ๊อกไปกับประธานาธิบดีคลินตันและเป็นแขกในรายการของ David Letterman (เขาเป็นคนที่น่ารักคนหนึ่ง แต่ฉันไม่เข้าใจมุกตลกของเขาซะเลย”) Pippig บินไป Vienna เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ต่อรถไฟไป Munich เพื่อโชว์ตัวในรายการทีวีของเยอรมัน แล้วบินกลับข้าม Atlantic อีก Mark Plaatjes แชมป์โลกวิ่งมาราธอนบอกว่า “Uta ใส่ความพยายามอย่างสุดยอดในบอสตัน” “แล้วเธอยังต้องทำอีกหลายๆ อย่างในขณะเดียวกัน ทั้งให้สัมภาษณ์รายการต่างๆ วิ่งไปกับประธานาธิบดี บินไปรอบๆ ทุกๆ อย่างที่ทำให้เสียเวลา”

การเสียเวลาพอกพูนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ด้วยการให้สัมภาษณ์ ถ่ายรูปลงหนังสือทุกวันหลายสัปดาห์ เธอถูกโถมทับด้วยการถูกสนใจ พูดง่ายๆ ว่า “มันมากเกินไปแล้ว”

ทั้ง Mota, Waitz, Kritiansen และ benoit Samuelson หายไปจากความสนใจในช่วงปี 1994 ส่วน Uta ก็เป็นดาราผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการวิ่งหญิง ในงานแถลงข่าวก่อนการแข่งขันที่ Bolder Boulder Pippig ถูกห้อมล้อมไปด้วยกล้องทีวี ช่างภาพ และนักข่าว หลังจาก 20 นาทีของการตอบคำถามอย่างอดทน อย่างคำถาม “คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่เป็นนักวิ่งหน้าตาดี” ทันใดนั้น Pippig บอกว่า “พวกคุณพอได้แล้ว” แล้ววิ่งยังไปที่อื่น ถูกตามติดโดยผู้ประกาศข่าวมากมายที่ถือไมโครโฟนอยู่ในมือ โชคดีที่ไม่มีนักข่าวคนไหนฟิตมากนัก Pippig จึงหนีออกจากพวกเขามาได้อย่างสบาย พวกนั้นตะโกน “ขออีกคำถามครับ Uta; Uta, Uta” ก้องอยู่ในห้องที่เธอไม่อยู่แล้ว

“Uta, Uta, Uta” คือคำเรียกที่ Pippig และ Dieter ได้ยินซ้ำๆ บ่อยมากๆ เป็นเดือนๆ หลังจากที่เธอชนะที่บอสตัน และ Hogen รู้แล้วว่ามันมากเกินไปแล้วจนมีเวลาเหลือไม่พอเตรียมตัวสำหรับรายการ Bolder Boulder เมื่อ Uta ต้องแพ้ต่อ Nadia Prasad ผู้ชนะ แล้วเธอได้อันดับ มันเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกจากรายการ Stuttgart Pippig ผู้เหนื่อยล้ายังต้องคอยส่งจูบไปยังกองเชียร์เมื่อถึงเส้นชัย (เหมือนที่เธอทำเป็นปกติเมื่อชนะการแข่งขัน) แต่จูบครั้งนี้ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนทุกครั้ง แล้ว Hogen ไม่แค่ต้องยกเลิกการเข้าแข่งขันตามแผนในเสาร์ถัดไป แต่เป็นการแข่งขันทั้งหมดของ Pippig ที่เหลือในปี 1994 พลาดโอกาสการได้รับค่าจ้างเข้าแข่งขันถึง รายการและเงินรางวัล ที่จริงแล้วเขาตัดสินใจให้เธอจบฤดูกาลนี้ตั้งแต่ที่จุดระยะ ไมล์ในรายการ Bolder Boulder แล้ว เมื่อเขาเห็นเธอดูอ่อนล้ามากๆ Pippig ไม่สนที่จะพูดถึงว่าเธอเสียจะโอกาสได้รับเงินไปสักเท่าไร เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เล็กแล้วให้สนใจในมิติของชีวิตที่ไม่เน้นวัตถุนิยม เธอบอกว่า “เงินไม่สำคัญ การมีช่วงพักกับ Dieter นั้นสำคัญกว่า” มีเพียงหนทางเดียวคือต้องหยุดพักจากการแข่งขัน

การต้องหยุดพักสักช่วงคือความเชื่อพื้นฐานของการฝึกซ้อมของ Pippig บางทีคือเหตุผลหลักที่เธอวิ่งมาราธอนเวลา 2:30 หรือเร็วกว่าเกือบ 10 ปีแล้ว แล้วเธอยังเชื่อว่าเธอจะทำสถิติโลกได้ นักวิ่งหลายคนถูกกระตุ้นให้ฝึกในระยะทางสะสมต่อสัปดาห์มากๆ แต่ถ้าทำมันเป็นเดือนๆ เป็นปีๆ อย่างที่ Pippig ทำมาแล้ว จะต้องวางแผนอย่างระมัดระวังและคงจิตใจที่มุ่งมั่น

นี่คือความลับที่นักวิ่งหลายคนไม่รู้ ถ้าคุณมีช่วงพักอย่างที่ Uta ได้พัก ร่างกายของคุณจะฟื้นคืน และเมื่อคุณกลับมาอีกครั้ง คุณไม่จำเป็นต้องฝึกระยะทางสะสมมากนักเพื่อให้เร็วขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องคงสุขภาพดีให้ได้ตราบนานเท่านาน แม้จะไม่ได้แข่งสัก หรือ เดือน แล้วคุณจะกลับมาได้อีกและทำผลงานได้ดี

การพักสักช่วงทำให้ร่างกายมีโอกาสเริ่มต้นใหม่และรู้สึกว่า “การฝึกซ้อมเป็นสิ่งใหม่อีกครั้ง” Hogen เล่า “มันนำคุณไปสู่ขั้นใหม่”

ถ้านักวิ่งไม่พักอย่างที่ Pippig ทำ บ่อยครั้งที่ร่างกายจะพักตัวมันเอง และนักกีฬาจะทำผลงานได้แย่ลงด้วย จนเกิดการบาดเจ็บหรือหมดไฟ Pippig หลีกเลี่ยงอาการนี้ด้วยการจ๊อก 3-4 สัปดาห์หลังจากมาราธอน และพักผ่อนในช่วงปลายปี “แล้วเราก็กลับมาสู่ความสมดุลอีกครั้ง” Hogen บอก “การซ้อมมากเกินไปคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่คุณอาจทำได้ คุณจะรู้สึกอ่อนล้าไม่ใช่แค่หลายสัปดาห์ แต่อาจเป็นตลอดชีวิตเลยทีเดียว”

ช่วงอายุสำหรับการวิ่ง (This Age for Running)
บางอย่างกระตุ้นให้ Pippig ยังมองหา “การวิ่งที่ยอดเยี่ยม” ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจหยุดการเรียนอีกหลายปี “สิ่งที่ฉันได้ยินตอนนี้คือมีนักวิ่งจำนวนมาเป็นนักวิ่งเต็มเวลา สำหรับฉัน ฉันชอบเรียนหนังสือ อ่านและเรียนรู้สิ่งต่างๆ แต่ไม่มากนักในช่วง 2-3 ปีสุดท้ายนั้น เพราะบ้าที่จะทำทั้ง อย่าง” Pippig ได้รับการปลูกฝังหลักการจากพ่อแม่ “พวกเขาบอกให้ทำงาน ทำงาน ทำงาน เพราะงานคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้ ฉันรู้ว่าฉันมีช่วงอายุนี้สำหรับการวิ่ง ฉันชอบการวิ่งมากๆ และฉันทำผลงานได้ดี และฉันอยากพัฒนาผลงานขึ้นอีก ตอนนี้ฉันจึงมุ่งมาด้านกีฬา” Pippig ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Runners World ปี 1995 ว่า

เป็นเวลาหลายปี ความต้องการชัยชนะยิ่งฝังแน่นมากขึ้นในตัวฉัน มันยังแพร่ไปสู่เนื้อหนังและกระดูกของคุณ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกแหยงๆ ที่จะฝึกหนักเป็นประจำวันเช่นนี้ สำหรับฉันแล้วมีแต่ด้วนด้านบวก เพราะมันทำให้ฉันมีความสุข

Uta ควรได้เป็นคุณหมอ Pippig และจบการศึกษาของเธอไปแล้ว และมุ่งมาจริงจังหรือเป็น “นักวิ่งอาชีพ” เร็วกว่านี้ เว้นแต่การเรียน ปีในมหาวิทยาลัยในเยอรมันตะวันออกของเธอไม่สามารถโอนวิชาที่ผ่านแล้วมาที่เยอรมันตะวันตกได้ “พวกเขาบอกว่า “เสียใจด้วย มันเป็นระบบของเรา คุณต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ต้นใหม่” มีแค่วิชาฟิสิกส์เท่านั้นที่โอนได้” การต้องเริ่มเรียนแพทย์ใหม่ทำให้ Pippig ต้องใช้เวลามากๆ ที่มหาวิทยาลัย และทำให้ชีวิตของเธอกลับไปกลับมาระหว่างการเรียนและการวิ่ง

Hogen บอกว่า ความมีวินัยที่ Pippig แสดงให้เห็นในสิ่งที่เธอทำคือส่วนผสมสำคัญที่ทำให้เธอเป็นนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จ

นั่นอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในกีฬาประเภททนทานอย่างไตรกีฬาหรือการวิ่ง Uta มีพรสวรรค์ คุณทำไม่ได้ถ้าไม่มีพรสวรรค์ แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือการทำงานหนักมากๆ ทุกวันๆ เพราะมันไม่ใช่แค่การวิ่ง เราต้องจัดตารางเวลาอย่างดีมากๆ สำหรับการกินด้วย สำหรับทุกสิ่ง ผมหมายถึงว่า Uta กำลังทำทุกอย่างไม่ไกลจากการกีฬา

ซึ่งรวมถึงการเข้าเซาน่า ยืดเหยียด นวด และยกน้ำหนักเบาๆ ตามปกติ “มันสำคัญที่ต้องทำอย่างให้ร่างกายคงสุขภาพดีและผ่อนคลาย เพราะการฝึกซ้อมหนักมากๆ”

Uta บอกว่า ในอนาคต โภชนาการจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นกับการกีฬา

สิ่งที่คุณกินและสิ่งที่คุณทำทั้งก่อนและหลังการฝึกซ้อมก็สำคัญ บางทีคนจีนอาจรู้บางอย่าง บางทีพวกเขาอาจมีความคิดที่ดีกว่าเกี่ยวกับวีธีผ่อนคลาย ทำให้พวกเธอสดชื่นเอามากๆ สำหรับการฝึกซ้อม ถ้าฉันได้ฝึกกับพวกเธอจริงๆ ทุกวันทั้งปี ตั้งแต่เช้าจรดเย็น กินกับพวกเธอ นอนหลับกับพวกเธอ ฝึกกับพวกเธอ แล้วเราอาจจะรู้ในสิ่งที่พวกเธอทำ

แต่นักวิ่งไม่ควร “แค่คิดว่าคนอื่นทำอะไรกัน นั่นคือหัวใจของความสำเร็วของตัวคุณเอง คุณต้องคิดเกี่ยวกับตัวเองด้วยตัวเอง” เธอพูดด้วยคำพูดที่ชัดเจน “เนื่องจากมันเป็นช่วงเวลาที่สั้นนัก ดูสิ 10 ปี แป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้ว” ดังนั้น Uta ยังคงพัฒนาไปทีละขั้น ในปีที่จะถึง เธอวางแผนที่จะทำให้ดีขึ้น “มีความหวังเสมอ”

ความหวังคือสิ่งที่ช่วยให้ Pippig ก้าวต่อไปได้เมื่อเธออยู่ในเยอรมันตะวันออก และความหวังยังคงให้ให้พลังแก่เธอ หวังที่จะทำเวลามาราธอนได้ต่ำกว่า 2:20 และสำหรับเหรียญทองโอลิมปิก และหวังเพื่อประเทศของเธอ แต่ Pippig ไม่ได้กดดันตัวเธอเองมากนัก

ฉันผ่อนคลายมากขึ้นกับการฝึกซ้อม มีจิตใจที่แข็งแกร่งมากๆ ทำให้ฉันสามารถฝึกได้หนักขึ้น ฉันมีความสามารถทางจิตใจที่ทำให้ฉันสามารถฝึกซ้อมได้อย่างผู้ชาย และมันช่วยฉันมาก ดังนั้นเราจะทำเวลาแข่งขันให้เร็วๆ และถ้าทำได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ถือว่าได้ลองแล้ว

มุ่งสู่เป้าหมาย 2:20 (Going for 2:20)
Pippig มีจิตใจที่สงบที่สามารถยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตที่ก้าวไป นั่นทำให้ความพ่ายแพ้ไม่สามารถรบกวนเธอได้ “ทำไมต้องให้มันรบกวนฉันด้วย ฉันก็แค่คนธรรมดา ฉันย่อมแพ้ได้” วิธีที่เธอแข่งไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้ จะวิ่งด้วยยิ้มกว้างๆ การส่งจูบ สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ของเธอและสื่อ Hogen เล่าว่า “Uta ชอบกีฬาของเธอจริงๆ นั่นคือเหตุผลที่เธอถูกกระตุ้นให้ฝึกซ้อมหนักมากกว่าเคย และนั่นทำให้ผมคิดว่าเธอจะสามารถทำผลงานได้ดีขึ้นอีกมาก ผมคิดว่าเธอสามารถวิ่งเร็วขึ้นได้มากกว่าครั้งที่เธอทำได้ที่บอสตัน”

คนอื่นๆ ก็คิดอย่างนั้น รวมทั้ง Frank Shorter เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี 1972

Dieter หลักแหลมเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขากำลังทำต่อไปเกี่ยวกับการวิ่งของ Uta ด้วยการพยายามลดแรงกดดันจากเธอ การทำลายสถิติโลกนั้นยาก เพราะทุกอย่างต้องลงตัวในวันนั้น มันไม่เหมือนนักวิ่งแข่งระยะ ไมล์ที่สามารถไปที่ยุโรปและมีโอกาสหลายครั้งในการทำสถิติได้ แต่จากนักวิ่งหญิงทั้งหมด Uta มีโอกาสมากที่สุดที่จะทำลายสถิติ โดยทางกายภาพแล้วเธอมีศักยภาพที่จะทำได้

โดยทางจิตวิทยาแล้ว สถิติที่เร็วมากของนักวิ่งจีนทำให้ Pippig รู้สึกว่าต้องพยายามรีบเร่งเพื่อทะลายกำแพงจินตนาการ 2:20 “นั่นคือความฝันอย่างที่ ของฉัน” Uta บอกไว้ และเธอได้อุทิศชีวิตตัวเธอเองเพื่อมัน ทั้งการใช้ชีวิตและการฝึกซ้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายนั้น ทุกอย่างที่เธอทำเพื่อไปสู่เวลามาราธอน 2:20 “ฉันกำลังรอดูว่าสถิติของฉันจะไปถึงไหนปีแล้วปีเล่า” Ingrid Kristiansen เจ้าของสถิติ 2:21:06 ที่ลอนอนปี 1985 เคยพูดเอาไว้ จนปี 1995 จะผ่านพ้นไป เธอก็ยังคงรอคอย Kristiansen บอกไว้กับ Athletics Weekly ว่า “มันเป็นไปได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมต่างๆ อย่างเส้นทางและสภาพอากาศ” “เหตุการณ์นั้นของนักวิ่งหญิงดูเหมือนจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ แล้ว”

Shorter บอกว่า “ความได้เปรียบอย่างหนึ่งของ Uta คือการมีโค้ชที่เข้าใจถึงวิธีการฝึกซ้อม เธอไม่ลงแข่งมากจนเกินไป สิ่งสำคัญคือคุณต้องวางแผนให้ดีสมบูรณ์”

Dieter บอกว่า “ทุกคนมักถามเราถึงสถิติโลกอยู่เสมอ แน่นอน คุณอาจคิดถึงมันหลายๆ ครั้ง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่แรกที่คุณต้องคิดถึง แค่อยากจะทำให้ได้ ก็แค่นั้น คุณก็รู้ว่าการทำเวลา 2:21 ให้ได้อีกครั้งนั้นยากมากๆ ด้วย มันง่ายที่จะเดินไปรอบๆ เพื่อพูดถึงเรื่องต่างๆ” Hogen เห็นด้วยกับ Shorter และ Kristiansen ว่าสภาพแวดล้อมต่างๆ ต้องพอดีสำหรับการทำสถิติของ Pippig “คุณต้องการโอกาสสัก หรือ ครั้งเพื่อการทำสถิติเสมอ ถ้าคุณมีความพร้อม และคุณพยายามทำสัก หรือ ครั้ง ก็อาจจะมีสักครั้งที่คุณทำได้ ในการแข่งขันมาราธอน คุณต้องทำทุกอย่างจริงจังและระมัดระวังมากๆ”

Pippig เตรียมตัวจริงจังมากๆ สำหรับบอสตันปี 1995 Uta และ Dieter มีคำขวัญใหม่สำหรับปี 1995 “ก็แค่ทำดู” หลังจาก 10 ปีกับ Adidas ทั้งคู่เปลี่ยนมาเป็น Nike จากข้อเสนอ $300,000 ต่อปี

Pippig ใช้เวลาเล่นสกีข้ามทุ่งในช่วงฤดูหนาวถึงวันละ หรือ ชั่วโมงที่รีสอร์ทหลายแห่งใน Colorado ในเดือนกุมภาพันธ์ เธอล้มลงบนน้ำแข็งขณะฝึกซ้อม และเธอต้องถอนตัวจากรายการ Gasparilla 15K เป็นครั้งแรกที่ Pippig ต้องถอนตัวจากการแข่งขันตั้งแต่ปี 1984 แล้วเธอกลับไปที่ Kyoto ประเทศญี่ปุ่น และลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอนในเวลา 67:58 เร็วกว่าปี 1994 วินาที “นั่นอาจหมายถึง ฉันสามารถวิ่งมาราธอนที่บอสตันเร็วขึ้นได้อีก วินาที” เธอพูดเล่นๆ

มันดูราวกับว่าเธออาจจะต้องวิ่งให้เร็วขึ้น เพราะคู่แข่งที่ Piipig ต้องพบที่บอสตันล้วนแต่เก่งและเร็วกว่าปีก่อน มี Telca Loroupe นักวิ่งจากเคนย่า ผู้ชนะเลิศในรายการนิวยอร์ค (2:27:37) เมื่อฤดูใบไม้ร่วงอยู่ด้วย พร้อมด้วย Valentina Yerogova และ Elana Meyer

Pippig นำหน้าตั้งแต่ช่วงแรกๆ ตามติดด้วยคู่แข่งสำคัญๆ คน ปีนี้ลมไม่เป็นใจ ต้องต่อสู้กับลมด้านหน้า และ Pippig รู้ว่าเธอต้องวิ่งเพื่อชัยชนะ ไม่สามารถทำสถิติได้ นักวิ่งคนอื่นให้เธอฝ่าลมไป และเธอผ่านครึ่งทางด้วยเวลา 1:11:23 เธอมองไปข้างหลังหลายครั้งเพื่อดูว่าใครตามมาใกล้บ้าง มี Yegorova และ Meyer ตามมาโดยตลอด และที่ 19 ไมล์ Loroupe มาร่วมเป็นผู้นำ การแข่งขันกำลังเหลือเพียง นักวิ่งหญิงแข่งขันกันไปถึงเส้นชัย แต่แล้ว Yerogova ก็ผ่อนความเร็วลง และออกจากการแข่งขันไปในที่สุด

แล้ว Loroupe ขึ้นนำ Pippig แต่ที่จุดให้น้ำถัดไปที่ 20 ไมล์ นักวิ่งจากแอฟริกาทั้ง Meyer และ Loroupe เสียระยะไปเพราะต้องหาขวดน้ำดื่มของตัวเอง Pippig คว้าขวดของเธอได้และทิ้งระยะห่าง Meyer และ Loroupe ไล่หลัง Pippig มา แต่ที่เนินหัวใจสลาย (Heart-break Hill) นักวิ่งเคนย่ากลับห่างออกไป Pippig เล่าว่า “ฉันวิ่งบนเขาตลอดเวลา ดังนั้นเนินหัวใจสลายทำอะไรฉันไม่ได้ แต่ฉันพูดไม่ได้หรอกว่ามันง่าย”

ตอนนี้เหลือ Meyer และ Pippig ไปด้วยกัน โดย Pippig คอยชำเลืองมองคู่แข่งของเธอ แต่แล้ว Meyer ก็เกิดอาการตะคริวที่ขา จนต้องหยุดพักเพื่อนวด ทั้งๆ ที่ Pippig มีอุปสรรคจากอาการพอง ก็สามารถชนะเลิศด้วยเวลา 2:25:11 ต่อ 2:26:51 ส่วน Loroupe หล่นไปถึงอันดับ (2:33:10) การชนะเลิศที่บอสตันครั้งที่ ติดต่อกันของ Uta ในเวลาไม่เร็วเท่ากับปีก่อน แต่สามารถเอาชนะนักวิ่งชั้นนำของโลกได้ Pippig ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอคือนักวิ่งมาราธอนหญิงที่ดี่ที่สุดของโลก เธอชนะมาราธอนในการใหญ่ๆ ด้วยเวลาที่ดี เร็วกว่า Grete Waitz และ Rosa Mota เคยทำ ด้วยการนับถือจากคู่แข็งและการชื่นชมจากแฟนๆ เธอมีทุกสิ่งแล้วยกเว้นเหรียญรางวัลชิงแชมป์รายการสำคัญ และนั่นทำให้ Pippig เชื่อว่าจะทำได้ในปีหน้า

ในเดือนกันยายน 1995 Pippig ชนะเลิศที่รายการเบอร์ลินมาราธอนเป็นครั้งที่ เวลา 2:25:37 (Sammy Lelei ซึ่งฝึกซ้อมเหมือนกับ Pippig นอกจากเร็วกว่า ชนะเลิศในประเภทชายเวลา 2:07:02) Pippig ต้องตามมาจากข้างหลังในสมรภูมิที่ยากซึ่งมีคู่แข่งจากเคนย่า Angelina Kanana เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์หญิงจากเมือง Nairobi

“ฉันไม่เคยเจอกับ Uta มาก่อน ฉันแค่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเธอ ฉันกำลังพยายามขึ้นไประดับเดียวกับเธอ” Kanana บอกไว้ก่อนหน้านั้น ทั้งคู่ไม่เจอกันจนถึงกิโลเมตรที่ 25 ซึ่ง Kanana ออกตัวจากจุดเริ่มต้น ผ่าน กิโลเมตร ด้วยเวลา 16:46 และกิโลเมตรที่ 10 เวลา 33:26 Kanana วิ่งมาราธอนครั้งแรกที่ Hamburg เมื่อต้นปี 1995 ด้วยเวลา 2:27:24 เธอกำลังวิ่งกับชายคนหนึ่งที่วิ่งไปด้วยกัน ขณะที่ Pippig ซึ่งตามหลังอยู่ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มนักวิ่งชายที่หวังจะได้ออกทีวี เมื่อ Pippig ตามมาทันและผ่าน Kanana ไปผู้ชายบางคนชนนักวิ่งเคนย่าอย่างไม่ตั้งใจ “Kanana เล่าว่า “หลังจากนั้น ฉันไม่ชอบใจเอามากๆ เลย ฉันเสียสมาธิในการวิ่ง (มาราธอน) ของฉันไป

“ดูสิ มีความวุ่นวายนิดหน่อยตรงนั้น” Pippig เล่า เธอพลาดขวดน้ำดื่มหลายจุดในช่วงแรกๆ “ฉันมีอาการขาดน้ำนิดหน่อย และมีอาการตะคริวที่ขาขวา” Pippig กำลังหวังจะทำสถิติของรายการ แต่พลาดไป 26 วินาที

Horst Milde ผู้อำนวยการแข่งขันรายการเบอร์ลินเป็นผู้ที่ชื่นชอบในศิลปและทำรูปปั้นครึ่งตัวของ Pippig ได้นำมาแสดงก่อนวันแข่งขัน ทั้งๆ ที่สัญญลักษณ์ของเธอคือยิ้มกว้างๆ แต่รูปปั้นกลับยิ้มเล็กน้อยแบบ “การยิ้มของ Mana Lisa” มีแกะสลักไว้ด้านหลังรูปปั้นเป็นตัวเลข 2:19:58 และ Hogen บอกว่ารายการบอสตันครั้งที่ 100 อาจจะเป็นรายการที่ Pippig ทำได้ “คุณไม่สามารถบอกได้แน่นอนหรอกว่าคุณจะทำสถิติได้ แต่เราจะพยายามทำเต็มที่ที่บอสตัน”

มองไปข้างหน้า (Looking Ahead)
กำลังนั่งเล่นอยู่บนระเบียงบ้านของพวกเขาที่ตั้งอยู่ในไร่ที่มีลมพัดไปมาทางเหนือของเมือง Boulder ในฤดูร้อนวันหนึ่งก่อนมุ่งไปที่ประเทศเยอรมัน Hogen ได้ครุ่นคิดถึงปีที่ผ่านไปและมองไปยังข้างหน้า มันเป็นเวลาเช้า 11 โมง แต่ Uta ยังนอนอยู่บนเตียงเพื่อพักให้เต็มที่ “ตอนนี้เป็นช่วงกลางของการฝึกซ้อมของพวกเรา” Hogen พูดและชี้ไปยังเนินใกล้ๆ มันเป็นสถานที่ที่มีม้าและวัวมากกว่ารถยนต์ และเป็นที่ที่นักวิ่ง ถ้าเธอต้องการ สามารถออกวิ่งไปตามถนนหนทางที่เป็นดินโดยตลอดได้จนถึง Wyoming

บ้านดูก็คล้ายๆ กันกับบ้านของเพื่อนบ้าน (รวมถึงของ Priscilla Welch นักวิ่งผู้ยิ่งใหญ่ในรุ่นอาวุโส) จนคุณลงบันไดไปยังห้องออกกำลังกาย “เมื่อเราย้ายเข้ามา เราบอกช่างว่าเราต้องการให้เสร็จภายใน สัปดาห์ เราเปลี่ยนห้องใต้ดินให้เป็นโรงยิมเพื่อเตรียมสำหรับสถิติโลก” ข้างล่างมีของที่ระลึกเพียงอย่างเดียวคือรองเท้าข้างหนึ่งที่ Pippig ใส่เมื่อชนะเลิศที่บอสตันครั้งแรก ซึ่งตอนนี้ทำเป็นสีทองแดงและตั้งเอาไว้ มีเครื่องยกน้ำหนัก ห้องเซาว์น่าและอุปกรณ์ออกกำลังกาย บนกำแพงหลังลู่วิ่งไฟฟ้าติดภาพ ภาพของ Pippig ที่ชนะเลิศมาราธอนในรายการใหญ่ ที่เบอร์ลินปี 1992 ที่นิวยอร์คปี 1993 และบอสตันในปี 1994 มีที่ว่างเหลือสำหรับติดภาพอื่นอีก หรืออาจจะเผื่อสำหรับการสถิติโลก  Hogen บอกว่า “ได้ก็ดีนะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถวางแผนไว้ได้” แต่ Hogen เผยว่า “ตอนนี้การฝึกซ้อมสมบูรณ์แบบ แม้เมื่อสภาพอากาศเลวร้าย เราก็สามารถซ้อมอย่างหนักได้ในนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ Uta ตั้งใจมากๆ ในการฝึกซ้อมอย่างหนักกว่าครั้งก่อนๆ เพื่อทำให้ได้”

การฝึกซ้อมเพื่อสถิติโลกเกี่ยวข้องมากกว่าเพียงใส่ระยะทางสะสมมากๆ Hogen บอกไว้ “การวิ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรแกรมการฝึกซ้อมของเรา เราทุ่มเทเวลามากๆ เพื่อให้แน่ใจว่า Uta จะคงมีสุขภาพที่ดี” ซึ่งทำร่วมกับความช่วยเหลือของ Dirk Schmidt นักกายภาพบำบัดผู้ร่วมเดินทางไปกับ Pippig เขาช่วยเธอในการฝึกยกน้ำหนัก การออกกำลังกายและการยืดเหยียดทุกวัน เขาถูกจ้างให้ดูแลเธอเป็นเวลาหลายปี Hogen บอกว่า “เธอต้องเสริมสร้างร่ายกายของเธอให้สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่ที่ขา”

ขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ระดับนี้แล้วคุณก็เหมือนกับอยู่บนขอบเล็ก แค่พอให้ก้าวซ้ายหรือขวาได้ทีละก้าว และมีโอกาสที่จะตกลงมา นั่นคืออุปสรรค ดังนั้นการหยุดพักบ้างก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย เพราะมันให้เธอมีโอกาสพักฟื้นทั้งด้านจิตใจและร่างกาย

เป้าหมายของ Pippig คือชนะเลิศการแข่งขันบอสตันครั้งที่ 100 ในเดือนเมษายน 1996 และได้สักเหรียญประเภท 10,000 เมตร หรือมาราธอนในโอลิมปิกที่แอตแลนต้าปี 1996 Hogen จะรู้ว่า Uta พร้อมหรือไม่ในแบบที่เขาเรียกว่า “ผลงานเยี่ยมยอด” โดยดูว่าเธอฝึกซ้อมตามมาตรฐานได้อย่างไรบ้าง หนึ่งในนั้นคือการวิ่งยาว 40 กิโลเมตรบน “ทางพิเศษ” บนถนน Magnolia ในเมือง Boulder ที่ระดับความสูงเกือบ 9,000 ฟุต “อาจกำหนดที่ 7:30 นาทีต่อไมล์ และเธอสามารถทำได้สบายๆ โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำมาก และเธอเล่าว่า “ฉันไม่พบปัญหาอะไรเลยจนกระทั่งช่วงท้ายๆ” เอาหละ นี่ก็อย่างหนึ่ง”

อย่างที่ คือ การวิ่งเร็วแบบเทมโป้ “มันไม่ใช่ความลับ ก่อนบอสตัน Uta ฝึกซ้อมวิ่งอยู่ รูปแบบคือ วิ่ง 10-15 กิโลเมตร โดย 10 กิโลเมตรสุดท้ายให้วิ่งเร็วกว่าการวิ่งที่ชนะในรายการ Bolder Boulder (ประมาณ 33:30) แล้วมีอินเตอร์วาล 8-10 1,000 เมตร หรือ ไมล์ เร็วเท่ากับ 105 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วสถิติโลกมาราธอนโดยพักระหว่างเที่ยวสั้นๆ อย่างไรก็ตาม Hogen บอกว่าการฝึกซ้อมอย่างหนักยังไม่พอ “คุณต้องอยู่ในสภาพดีด้วย และสไตล์ท่าทางการวิ่งของคุณก็เป็น...” เขาเว้นช่วงพูด “ส่วนที่สำคัญมาก คุณต้องเป็นนักวิ่งที่วิ่งได้อย่างราบเรียบ (smooth) นั่นคืออย่างที่ และถ้าคุณสามารถทำทั้งหมดเหล่านี้ไปด้วยกัน และสามารถเพิ่มในสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จนถึง 2-3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการแข่งขัน แล้วคุณจะรู้ว่า “ฉันสามารถวิ่งในครั้งนี้ได้”

คุณเห็นไหม ทั้งหมดทุกอย่างพร้อมกัน เช่น กายภาพบำบัด โภชนาการ การฝึกซ้อมอย่างหนัก นักวิ่งคนหนึ่งต้องการทุกอย่าง คนไหนไม่ต้องการหละ...อาจพูดได้ว่า “ฉันต้องมีมันห้ได้” (Hogen พูดพร้อมกับเลิกหน้าขึ้น) นักวิ่งคนหนึ่งต้องสนุกไปกับมัน นักวิ่งที่อิสระมากๆ ที่สามารถแพ้โดยไม่มีปัญหา และพูดได้ว่า “เอาหละ ฉันจะชนะในรายการอื่น”

เมื่อดูเขาทั้งสอง มันชัดเจนว่า Pippig และ Hogen มีความสุข พวกเขามีชีวิตที่ห่างไกลจากสิ่งที่คุณเคยคิดถึงได้ในช่วงเวลาที่มืดมนปลายทศวรรษที่ (19) 80 อยู่ภายใต้ระบบการปกครองของเยอรมันตะวันออกที่เข้มงวด Hogen บอกว่า “สำหรับเราแล้ว มันไม่น่าเชื่อ”

คุณต้องเห็นสถานการณ์ ในปี 89 แม้เราไม่ได้อยู่ในคุกจริงๆ แต่ก็เหมือนคุกแบบหนึ่ง คุณไม่สามารถออกมาได้ แล้วกำแพงก็ถูกลื้อลง และเรามีรถเล็กๆ คันนี้และกระเป๋าแค่ ใบ เราทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและเราเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ และตอนนี้...

เขาโบกมือของเขา ไปยังภูเขา บ่อน้ำที่เต็มไปด้วยปลา บ้านที่มีต้นสน ดอกไม้ นก แมวของเพื่อนบ้าน ถังลูกกอล์ฟใต้ระเบียง และท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเหมือนดวงตาของ Pippig “และตอนนี้เราอยูในบ้านหลังนี้ และเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหน มัน....มันคือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อสำหรับเรา”

มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อเนื่องในประเทศเยอรมันด้วย เหมือนกับประเทศที่ต่อสู้เพื่อกำหนดตัวเอง Pippig เล่าว่า “มันเป็นช่วงเวลาที่ยากที่นั่น เพราะมันยากมากๆ ที่จะไปด้วยกัน” “การรวมประเทศเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่เรามีในเยอรมัน” Pippig ทำในส่วนของเธอในการช่วยประเทศให้เคลื่อนไปสู่ยุคใหม่ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีเท่าที่ทำได้ เธอคือหนึ่งในวีรสตรีที่สำคัญที่สุดของประเทศเยอรมันที่รวมตัวกันอีกครั้ง

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของฉันคือการทำให้วงการวิ่งดี ทำให้การเล่นกีฬาสนุกสำหรับทุกคน มันง่ายมาก กีฬาที่ดีและเพื่อสุขภาพ คุณต้องการแค่รองเท้า คุณต้องการแค่ทางเล็กๆ เพื่อน และเวลาอีกนิดหน่อยในตอนเช้า รู้มั๊ย คุณสามารถมีความสุขได้อย่างแท้จริง เพียงแค่คุณออกวิ่งสักนิด

Pippig ฝึกซ้อมวิ่งมากจริงๆ และตอนนี้ทั้งคู่กำลังใช้เวลาและพลังทั้งหมดของพวกเขาพยายามทำให้ความฝันของ Uta เป็นจริงในการวิ่งต่ำกว่า 2:20 เธอพูดว่า “เราอาจจะทำได้ก็ได้”

เรามีเพียงชีวิตเดียว และมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจะฝึกซ้อมเพื่อมัน และอาจจะได้เห็นว่ามันเป็นไปได้ และถ้าเราทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้ว่าเราทำอย่างดีที่สุดแล้ว นั่นคือทั้งหมดที่เราทำได้


การโค้ชของ Hogen
Dieter Hogen โค้ชให้นักวิ่งระยะกลางมา ปี ก่อนมาสอนให้ Uta และนักวิ่งระยะไกลคนอื่นๆ ปรัชญาพื้นฐานในการโค้ชของเขาคือ

ถ้าคุณต้องการแข่งมาราธอน คุณต้องเร็วในระยะ 10,000 เมตร ถ้าคุณต้องการแข่ง 10,000 เมตร คุณต้องวิ่งได้เร็วในระยะ 3,000 เมตร แต่ต้องมีความทนทานด้วยโดยไม่เร็วจนเกินไป ความทนทานคือกุญแจสำหรับทุกสิ่ง นั่นคือวิธีที่ผมบอกกับ Uta ว่า เอาหละการวิ่งมาราธอนของคุณไม่เลว แต่ก่อนอื่นเราต้องเห็นว่าคุณวิ่งได้เร็วกว่านี้ในระยะ 10,000, 5,000 หรือ 3,000 เมตร เพราะถ้าคุณต้องการวิ่งต่ำกว่า 2:20 ให้ได้ในอนาคต คุณไม่สามารถมีเวลาดีที่สุดเพียง 34 นาที สำหรับ 10,000 เมตร นั่นคือเหตุลผที่เราต้องฝึกมากๆ สำหรับการแข่งบนถนน สำหรับการแข่งในลู่ และอื่นๆ

Hogen ชุ่มอยู่ในธรรมเนียมปฏิบัติของเยอรมันตะวันออก อิทธิพลหนึ่งมาจาก Emil Zatopek นักวิ่งชาว Czech ผู้ยิ่งใหญ่ “เขาเป็นคนที่บ้าบิ่นคนหนึ่งในยุคของเขา เรารู้ว่าโปรแกรมการฝึกซ้อมของเขาไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมากนัก แต่ทำมันซ้ำๆ หลายๆเที่ยว แนวคิดของ Zatopek ยังคงเป็นส่วนประกอบในความคิดและการฝึกซ้อมของพวกเรา” ต่อจากแนวคิดของ Zatopek ซึ่งอาจเหมาะกับ Nietzsche นักคิดผู้ยิ่งใหญ่นั้น ถูกแทนที่โดยแนวคิดของ Arthur Lydiard “เราคิดถึงคนเยอรมันบางคน อย่าง Von Aken” โค้ชของ Harald Norpoth ชาวเยอรมัน เจ้าของเหรียญเงิน 5,000 เมตร ที่โตเกียว

Hogen ยังคงพัฒนามรดกนี้ต่อไป ด้วยการรวบรวมสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล

ข่าวร้ายคือ ในช่วงทศวรรษที่ (19)50 พวกเขาฝึกซ้อทแบบอินเติอร์วาลมากเกินไป และด้วยความเร็วที่มากเกินไป และนักวิ่งหลายๆ คนต้องเลิกไป เนื่องจากฝึกแบบอินเตอร์วาลมากเกินไป ดังนั้นเราได้เปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อย คือเมื่อเราได้ศึกษามากขึ้นถึงแนวคิดของ Lydiard เกี่ยวกับความทนทาน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราได้ศึกษาอะไรมากมาย และเมื่อคุณต้องสร้างแนวคิดของคุณเอง และถ้าคุณพบหนทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความทนทานและไม่เร็วจนเกินไป แล้วคุณจะได้นักวิ่งดีๆ เสมอ

Hogen เล่าว่า การฝึกซ้อมของ Pippig ตกอยู่ในกึ่งกลางของทั้งการฝึกซ้อมแบบอินเตอร์วาลหนักๆ และวิธีซ้อมระยะทางมากๆ (over distance) ของ Lydiard


จาก บทที่ 20 Uta Pippig จากหนังสือ Running with the Legends, Michael Sandrock, Human Kinetics, 1996.

ความเห็นเพิ่มเติมหลังจากการอ่านเรื่องนี้

ถ้าเราต้องการส่งเสริมให้การกีฬาบ้านเราไปสู่ระดับโลกให้ได้นั้น เราอาจต้องส่งเสริมแกมบังคับให้เด็กๆ ทุกคนเล่นและรักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ได้อย่างน้อยสัก อย่าง (การวิ่ง ก็เป็นพื้นฐานของแทบทุกกีฬา) แต่คงไม่ใช่ให้ฝึกแบบมั่วๆ ไป คงต้องหาโค้ชที่มีความรู้พอสมควรในการปูพื้นฐานที่ดีสำหรับเด็กอย่างเพียงพอ แต่ยังไม่ถึงกับต้องให้เด็กฝึกอย่างจริงจังเกินไปนัก ให้ความต้องการในการฝึกฝนอย่างจริงจังต่อไปเมื่อโตขึ้นมาจากตัวเด็กนั้นๆ เอง - นอกจากโค้ชแล้ว บ้านเรายังขาดแคลนสนามกีฬา และอุปกรณ์กีฬา รวมทั้งสนามกีฬาที่มีอยู่ก็ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ดูแลสนามกีฬา มักจะปิดประตูไม่ให้ใครเข้าไปใช้งาน เพราะเขาเข้าใจกันเองว่า หน้าที่ในการดูแลสนามคือการไม่ให้ใครเข้าไปใช้ ดูตัวอย่างได้จากสนามกีฬาแห่งชาติ ที่ปัจจุบันนักวิ่งสมัครเล่นเข้าไปฝึกซ้อมวิ่งในสนามเทพหัสดินได้ (ซึ่งถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนที่สนามนี้จะถูกปิดประตูไม่อนุญาตให้เข้าไปใช้) แต่เมื่อใดก็ตามที่สนามนี้ถูกใช้งานด้านอื่น เช่น จัดงานหรือจัดแข่งฟุตบอล นักวิ่งสมัครเล่นก็จะไม่มีสนามให้ซ้อมได้อีก ทั้งๆ ที่ยังมีสนามศุภ-ชลาศัย แต่สนามนี้จะถูกปิดตลอดเวลา
จากการสังเกตวงการวิ่งระยะไกลในบ้านเรา ผู้ใหญ่หลายคนตัดโอกาสเด็กที่อาจจะเป็นนักวิ่งที่ดีในอนาคต ด้วยการนำเด็กเล็กมาวิ่งระยะไกล ทั้งๆ ที่การพัฒนาที่ถูกต้อง นอกจากต้องให้เด็กเลือกเองว่าจะฝึกจริงจังหรือไม่เมื่อโตขึ้นแล้วนั้น ในการฝึกวิ่งระยะไกลไปสู่ระดับโลก นักวิ่งจะต้องฝึกในระยะที่สั้นกว่าให้มีความเร็วสูงให้ได้เสียก่อน

10 พฤษภาคม 2555


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)