Life would be dull and colourless but for the obstacles that we have to overcome and the fights that we have to win
Jawaharlal Nehru
First prime minister of India

ทัณฑ์ทรมานของนักวิ่งมาราธอน

กฤตย์ ทองคง

ระยะทางมาราธอน ไกลถึง 42.195 ก.ม. มันไกลเกินไปสำหรับการเคลื่อนย้ายร่างกายในคราวเดียวกันอย่างปราศจากความทรมาน และมนุษย์เราก็เอาความคาบเกี่ยวระหว่างความน่าจะทำได้กับความไม่น่าจะทำได้นี้มาเป็นของเล่น เรานึกสนุกที่จินตนาการกติกาใหม่ขึ้นมาว่า ใครไปถึงก่อนกัน แล้วใครไปถึงก่อนก็ได้รางวัล และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “การยอมรับ”

และความที่ต้องไปให้ถึงก่อนผู้อื่นย่อมต้องไปด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเขา อันนี้เป็นของแน่ และเพราะความที่ต้องไปอย่างเร็วนี้ มันจะผลักไสตัวเองให้วิ่งไปที่ริมขอบเหวอย่างไม่รู้ตัว นักวิ่งบางคนกว่าจะได้ทันรู้ตัว เขาเริ่มพลัดหลุดจากขอบเหว และวินาทีหลังจากพลัดไปแล้ว การจะกู้คืนใดๆก็ทำไม่ได้ ความเจ็บปวดที่ได้รับมิใช่เพียงแต่พ่ายแพ้ อดได้รับการยอมรับ แต่เป็นอะไรที่เจ็บปวดมากมาย ไม่เพียงแต่ความทรมานทางร่างกายหรือจิตใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นอะไรที่ได้ทิ้งรอยประทับพิมพ์นั้นไว้กลางหัวใจ ไม่มีใครเห็น แต่กลับกระจะกระจ่างใจกับเจ้าตัว ร่องรอยนี้ระบุไม่ได้ว่าเป็นร่องรอยแห่งความประทับใจหรือริ้วบากแห่งความขมขื่น ที่ท้าทายให้มีการล้างตาขึ้นอีกครั้งหลังตัดสินใจแขวนนวม

มูโรกามิ นักวิ่งนักเขียนชาวญี่ปุ่นพรรณนาไว้ว่า “จะมีมนต์วิเศษใดที่เสกเป่าให้ตัวเองสืบเท้าก้าววิ่งไปได้ตลอดทาง” เขาเชื่อว่า “หากปราศจากมนต์วิเศษเหล่านี้ที่พร่ำบอกตนเอง จะไม่มีทางจะรอดไปได้”

ในที่สุดมูโรกามิได้ข้อสรุปจากพี่ชายที่เป็นนักวิ่งเช่นกันว่า “ด้วยการเลือกหนทางแห่งทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือกอย่างสมัครใจ” คือคำเฉลยที่สรุปความเนื้อหาของมาราธอนทั้งหมด

สำหรับนักวิ่งด้วยกัน มันง่ายที่จะเข้าใจเมื่อได้ยินการเลือกได้รับความเจ็บปวดอย่างสมัครใจตั้งแต่ในคราวแรก แต่สำหรับผู้คนที่มิใช่นักวิ่งย่อมยากที่จะเข้าใจหรือเข้าถึงภาวะจิตใจที่มีแนวโน้มเป็นซาดิสต์เช่นนั้น

สิ่งที่นักวิ่งมาราธอนเลือกไม่ได้ ก็คือความเจ็บปวด ที่ผู้เขียนไม่แจ้งชัดนักว่าจะให้คำอธิบายกับท่านทั้งหลายในความเจ็บปวดนี้เป็นเยี่ยงไร มันมิใช่เป็นความเจ็บปวดที่เป็น Injury แต่จะเป็น Suffer หรือภาวะบางอย่างที่ Uncomfortable Conditions คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมถ้าเรายังเรียกนักพยายามวิ่งมาราธอนว่าเป็นคนปกติ แล้วเหตุผลใดเล่าที่คนปกติเหล่านี้จึงกลับเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเลือกรับหนทางแห่งทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือกอย่างสมัครใจ

ความข้อนี้นักวิ่งเองไม่มีคำตอบใดๆให้ กลับล้วนแต่ชี้นิ้วของเขาไปที่ “ให้ลองมาวิ่งดูแล้วจะรู้เอง” แทนคำตอบใดๆ

แต่สิ่งที่นักวิ่งเลือกได้ก็คือ การรับภาวะทรมานนั้นด้วยท่วงท่าอย่างไรต่างหาก เพื่อให้ในที่สุดเราจะผ่านพ้นมันไปได้อย่างรับความเสียดทานน้อยที่สุด ข้อ สรุปที่เป็นเนื้อหาของการวิ่งมาราธอนอย่างนี้เองที่มีสำเนียงละม้ายคล้าย คลึงกับหลักธรรมชั้นสูงจากศาสนาต่างๆที่เคยเสนอทางออกแห่งมนุษยชาติไว้นาน แล้ว

หลังจากที่ใครพอมีประสบการณ์กับความผิดหวังมาราธอนมาบ้างแล้ว เขาย่อมพอจะรู้ว่า ด้วยแรงใจหรือแรงกายแต่เพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอเพียง แต่ผู้วิ่งต้องระดมทั้งสองแรงมารับมือกับมาราธอน การเอาใจเข้าสู้ล้วนๆ แต่ซ้อมมาน้อย ผลลัพธ์ก็จะทรงกายแทบไม่รอด หรือแม้ฝึกมาดีร่างกายแข็งแกร่ง แต่หากสิ้นไร้วิธีคิดที่สร้างสรรค์และจินตนาการ คนเราก็ไม่รู้ว่าจะวิ่งมันไปเพื่ออะไร

เคล็ดลับที่มูโรกามิเสนอมาก็คือ อย่าปล่อยให้ความสนุกสนานจากการวิ่งละลายหมดสิ้นไปในการวิ่งใดๆอย่างไม่เหลือร่องรอยค้างคาไว้บ้าง เพื่อเขาจะได้นำร่องรอยที่สนุกสนานจากการวิ่งเก่ามาเป็นเชื้อมูลต่ออายุการวิ่งครั้งใหม่ไปได้ และทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆในกระแสของการฝึกซ้อม มูโรกามิบรรยายว่า “มุกเดียวกันนี้ที่เขาใช้ในการเขียนนิยาย เขาจะหยุดทันทีที่เขียนได้อย่างรื่นไหล หากเขาทำเช่นนี้ งานเขียนวันถัดไปจะหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ และเขาก็เชื่อว่า เออร์เนสต์ แฮมมิงเวย์ ก็ทำแบบเดียวกัน”

สำหรับผู้เขียน ได้ประสบการณ์จากการฝึก Hard Sessions ต่างๆว่า ในช่วงขณะคูลดาวน์ ผู้เขียนจะถามตนเองว่า “เราสามารถทำต่ออีก – เที่ยวได้หรือไม่” (แต่ไม่ทำ) ซึ่งผู้เขียนมักจะได้คำตอบเสมอว่า “ได้” เป็นคำตอบที่ยืนยันให้อุ่นใจว่า ร่างกายเราสามารถรับมือถือครองแผนการฝึกนี้ได้อย่างตลอดรอดฝั่งแน่ เพราะความที่เราเหลือพื้นที่เล็กน้อยไว้แสตนด์บายกับ “ความสด” ที่ต้องเหลือซ่อนอยู่ภายใต้กลีบกล้ามเนื้ออยู่บ้าง

ย่อมไม่เป็นการฉลาดนักที่นักวิ่งใดจะฝึกหรือวิ่ง จนสิ้นสภาพในตอนจบ Sessions หรือสิ้นการแข่งขันราวกับจะสิ้นใจ โดยปราศจากพื้นที่กับความสดใดๆให้เหลือแม้แต่น้อย

เราย่อมไม่ขับรถจนน้ำมันเกลี้ยงถังจนไม่สามารถขับไปเติมน้ำมันได้ เราย่อมไม่วิ่งกันจนสิ้นสภาพที่จัดการกับกิจวัตรใดๆทั่วไปไม่ได้ เราวิ่งเพื่อที่จะวิ่งได้อีก เราย่อมสงวนรักษาวันพรุ่งนี้ไว้เสมอของกิจกรรมใดๆ

และเพื่อที่จะให้เป็นดังนี้ได้ เราต้องปฏิบัติต่อการวิ่งด้วยการกำหนดจังหวะที่เหมาะสมกับความเป็นตัวเอง และด้วยท่วงท่าของการเกลี่ยกำลังงานอย่างชำนิชำนาญ แม้เราอาจวิ่งเก่งแตกต่างกันไป แม้ความสามารถตัวของเราในมาราธอนอาจห่างชั้นกับแชมเปี้ยนมากมายนัก แต่ความเป็นนักวิ่งมาราธอนชั้นดีเรียกร้องให้ต้องรู้ระดับของตัวเอง มือใหม่ย่อมอาจยังไม่รู้เป็นธรรมดา แต่เขาควรอุทิศความใส่ใจอยู่ทุกลมหายใจของการวิ่งว่า ระดับของตัวเขาเองอยู่ ณ ตำแหน่งใด ท่ามกลางบริบทวิ่งหนึ่งๆ และแม้นักวิ่งผู้มีประสบการณ์แล้วย่อมต้องหยั่งถึงระดับของตนเองใหม่ทุก – เดือน เป็นระยะ เพื่อเขาจะสามารถวิ่งได้ในทุกสนามแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพที่ตนเองมี

และท้ายที่สุด เมื่อแต่ละคนสามารถหยั่งถึงระดับที่ตนเองสามารถ เขาย่อมมีศักยภาพที่จะดีไซน์ความใฝ่ฝันส่วนตัวของการวิ่งตัวเองขึ้นมาอย่างเหมาะสมกับจริตของแต่ละคน การวิ่งไปปีแล้วปีเล่าก็จะไม่ผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย จะไม่ผ่านไปอย่างสิ้นไร้พลัง ทำให้นักวิ่งต่อเนื่องการวิ่งไปได้ ที่จากสายตาภายนอกจะงุนงงสงสัยว่า วิ่งเข้าไปได้ยังไง วิ่งตลอดชีวิต วิ่งได้อย่างไรวิ่งตลอดไป บ้าหรือเปล่าวะ!!! ประมาณนั้น


13.50 น.
เมษายน 2553 

8 เมษายน 2553


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)