The marathon can humble you.
Bill Rodgers
American Marathoner

เราฝึกวิ่งผิดหลักการที่ถูกต้องหรือไม่?

กฤตย์ ทองคง

เป็นที่รู้กันแล้วว่า “การวิ่ง” เป็นการออกกำลังกายที่ติดอันดับที่ผู้ฝึกจะได้รับประโยชน์สูงมากชนิดหนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่งย่อมมีหมายความว่าผู้ฝึกต้องมีวิธีการทำที่ถูกต้องด้วย

การฝึกที่ถูกต้องเหล่านี้มาจากไหน ตอนแรกๆมนุษย์ก็ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่เกิดจากการลองถูกลองผิด กับการสังเกตผลลัพธ์ แล้วภายหลังมา ได้ใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวจับสังเกต มีการบันทึกและแยกแยะตัวแปรต่างๆ เพื่อตัดประเด็นคิดเอาเองอันเป็นจุดอ่อนของผู้สังเกตออก ทำให้เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้น

ตราบจนทุกปัจจุบัน มนุษย์เราเชื่อว่าด้วยวิธีการเหล่านี้ ความรู้เรื่องวิ่งและการออกกำลังกายต่างๆด้วยวิธีที่ได้รับการบันทึกมา เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด จนกว่าจะมีความรู้ใหม่เอี่ยมในอนาคตมาล้มล้าง เราจะใช้ความรู้ทางเวชศาสตร์กีฬาเหล่านี้มาปรับปรุงการฝึกวิ่งนั่นเอง

ในบรรดานักวิ่งถนนของพวกเรา ส่วนใหญ่จะฝึกกันเอง ไม่มีโค้ชหรือผู้ดูแลให้การฝึกมีคุณภาพสูงสุด ความที่เราต้องพึ่งพาตนเองในเรื่องนี้ เรียกร้องให้เราต้องลุกขึ้นให้ความตั้งใจในการแสวงหาความรู้เรื่องวิ่งไว้ให้มากที่สุด ไม่สามารถทอดภาระให้ใครได้ ค่าที่ว่า ผลลัพธ์จากการวิ่งได้ดีหรือไม่ดี ล้วนตกอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น

แต่เป็นที่น่าเสียใจ เท่าที่ผู้เขียนสังเกตในหมู่พวกเรา ยังมีการปฏิบัติฝึกที่คลาดเคลื่อนจากแนวทางที่เหมาะสมอยู่มากในทุกระดับชั้น ไม่ว่าผู้วิ่งที่มีเป้าหมายสุขภาพ พฤติกรรมฝึกแบบที่เห็นและเป็นอยู่ ผลลัพธ์ทางสุขภาพเขาจะได้รับน้อยมาก แม้ในรายที่มีเป้าหมายพัฒนาการวิ่งเพื่อเอาไปแข่งขันก็เช่นกัน ฝึกแบบจำเขามา ที่ขาดการพิจารณาถึงระดับความเป็นไปของตัวเองกันเอาเลย ไม่ว่าเบาเกินไป หรือหนักเกินไปเป็นต้น ตลอดจนจุดอ่อนที่ควรเร่งรัด และจุดแข็งที่ก้มหน้าก้มตาพัฒนาครั้งแล้วครั้งเล่า ผลรวม ออกมาเหนื่อยฟรี ฝึกกี่ปีกี่ปี ฝีเท้ากระดิกน้อยมาก

ปัจจุบันมีผู้รักสุขภาพออกมาวิ่งกันมาก อุปกรณ์ที่เหมาะสมวางขายเกลื่อน มีให้เลือกมากชนิด ไม่ว่ารองเท้า ชุดวิ่ง นาฬิกา ล้วนแต่ดีดีและเป็นของต่างประเทศราคาแพงทั้งนั้น ฯลฯ แต่สิ่งที่ผู้วิ่งขาดแคลนมากเหลือเกินกลับไม่มีวางแผงขายเอาเลย คือ “องค์ความรู้เรื่องวิ่ง” ที่ความสำคัญหากจัดชั้นลำดับกันแล้วว่านักวิ่งควรมีอะไรก่อนหลังตามความจำเป็นแล้วละก็ “ตัวความรู้” นี้ต้องมาก่อน มีความสำคัญจนกลบอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างท่วมท้น

ที่พวกเราหลายคนกลับมีสายตาไปให้ความสำคัญกับอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเกินความจำเป็น และหลายครั้งมีอาการเห่ออุปกรณ์ช่วยวิ่งจนเกินความเป็นจริง อันเกิดจากสำคัญผิดในข้อความจริงนั่นเอง

การดำริจะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมีความรู้สองระดับที่รอการเข้าถึง คือหนึ่งต้องตระหนักว่าสุขภาพดีต้องออกกำลังกายนี้ส่วนหนึ่ง และสองคือพฤติกรรมที่ออก(กำลัง)นั้น ต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีด้วย ความรู้ประเภทหลังนี้สำคัญขนาดมันอาจทำให้เป้าหมายเพื่อสุขภาพประการแรกนั้นไม่ถึงเอาเลย หรือหนักไปกว่านั้นที่ผลักไสให้ผู้ฝึกกลายเป็นคนบาดเจ็บด้วยซ้ำ

เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้คงกำลังรอคอยให้ผู้เขียนเฉลยมาว่าอะไรคือความรู้ที่ยังเข้าไม่ถึงตรงนั้น หากเฉลยออกไป บางคนอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเก่า รู้มาตั้งพันปีแล้ว เช่นการวอร์มก่อนวิ่ง และขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย ที่เห็นมักจะวิ่งก็วิ่งเลย แม้กระทั่งวิ่งมาหลายปี ก็ยังเห็นไม่ยืดเส้นมีมากมาย พวกเขาอธิบายว่า ตัวเขาไม่ซีเรียส “ผมวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น ไม่ได้เอาไปแข่งที่ไหน” ราวกับเข้าใจว่าขั้นตอนการเตรียมตัววิ่งมีสำหรับพวกแชมเปี้ยนเท่านั้น!!!

บางคนไม่ดื่มน้ำหรือดื่มน้อยมากระหว่างออกกำลังกาย รอให้เสร็จก่อนค่อยดื่มทีเดียว ที่ได้ยินกันเสมอจนกลายเป็นคลาสสิคคือ “อย่าดื่มมาก เดี๋ยวจุก” และอีกจำนวนนึงแอบเชื่อกันว่า การพยายามดื่มให้น้อยจะเท่ากับเป็นการฝึกน้ำอดน้ำทน อันเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นของนักวิ่งชั้นดี!!!!! ว่าไปโน่น ใครที่ยังเข้าใจอย่างนี้อยู่ ขอให้ท่านทราบว่า ผิดเต็มใบครับ

เป้าหมายเพื่อสุขภาพที่เห็นกล่าวอ้างกันบ่อยๆนั้น บางรายก็เพื่อสุขภาพจริงๆ บ้างก็เอ่ยเป้าหมายนี้ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความขวยอายในการแข่งขันในกรณีที่พัฒนาวิ่งแล้วไม่ดีขึ้นสักที จะได้ไม่เสียหน้า อันนี้เป็นลักษณะแย่ๆของคนไทยจำนวนมาก ความที่ขาดความกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายและความ(อาจจะ)ล้มเหลว คืออุปสรรคชิ้นโตของความสำเร็จ และนี่กระมังคือรากเหง้าวิธีคิดที่พันธนาการสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปได้ช้าในทุกๆเรื่อง

เมื่อไม่ยอมรับออกมาตรงๆผลก็คือ เขายอมปราศจากการระดมไอเดีย และวิธีการที่เหมาะสม(กับตัวเขาเอง)ว่าการจะเข้าไปถึงเป้าหมายนั้นๆจะต้องปฏิบัติ(หรืองดเว้น) อะไรบ้าง กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ การฝึกก็จะก้าวหน้าไประดับนึงแล้วก็ชนเพดานไม่ไปไหน การเร่งระดมฝึกเพิ่มขึ้นขนาดไหนก็ปราศจากผล ความที่เป้าหมายไม่แจ่มชัดนั่นเอง

แน่นอนว่าไอเดีย และความรู้ที่เหมาะสมในฐานะเครื่องมือชิ้นดีนั้นอาจยังไม่มี แต่ไม่เป็นไร ไม่มีใครเกิดมารู้มาแต่ต้น เราย่อมแสวงหาได้จากผู้ที่รู้ ผู้ที่ทราบวิธี แต่คุณจะไม่เดินเข้าไปหาแหล่งความรู้เหล่านั้นแน่หากคุณไม่มีเป้าหมายที่กล้ายอมรับออกมาตามตรงว่า “ฉันมีเป้าหมายฝึกวิ่งเพื่อไปเอาถ้วยรางวัล” เผลอยังประณามความคิดพัฒนาเหล่านี้ว่า “เครียด” และตีความอย่างไม่เป็นคุณกับการวิ่ง และกล่าวพึงพอใจกับการยังวิ่งได้แบบปัจจุบันอยู่ ทั้งๆที่พฤติกรรมฝึกหลายอย่างสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

เรากำลังนิยามแรงต้านจากธรรมชาติอันเกิดจากความบากบั่นหมั่นเพียรจากการฝึกว่า “เครียด” ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่องกัน ไอ้แรงต้านเหล่านี้ เราจะฝึกไปอย่างปราศจากแรงต้านนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นปลายทางที่หอมหวาน เราจะเรียกว่า “ความสำเร็จ” ได้อย่างไรกัน จะเพียงแต่เลือกรับแผนฝึกเฉพาะแบบสบายๆที่ปราศจากรีบเค้นใดๆเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นกระมัง??!!!

ท้ายที่สุดตัวปัญหาจริงๆอาจเป็นไปได้อยู่ที่ “ทัศนคติ” ที่เป็นโลกทรรศน์ และชีวทรรศน์ชุดหนึ่งที่เป็นปัญหาต่อการฝึกต่างหาก

ในอีกระดับ ผู้รักสุขภาพที่ใช้การวิ่งในการออกกำลัง ก็ฝึกเบามากเกินไป ยิ่งวิ่งยิ่งช้า ยิ่งวิ่งยิ่งน้อยลงตามจำนวนปีที่(คิดว่า)ตัวเองแก่ เอานิยามระดับสุขภาพเฉลี่ยของนักออกกำลังกายสม่ำเสมอไปเทียบเคียงกับประชากรทั่วไป(ที่ไม่ออกกำลังกายใดๆเลย) สำหรับพวกหลังเหล่านี้ อายุขึ้นเลขต้นด้วยเลข เขาเรียกแก่แล้ว จะทำอะไรให้ดูสังขารซะบ้าง คือคำเตือนที่นักวิ่งได้รับจากบุคคลรอบข้าง(ที่ไม่ได้วิ่ง) อันที่จริงพวกเราก็ไม่ได้ดูสังขารจริงๆ คือไม่ได้ดูสังขารเลยว่าตัวเองมีความแข็งแกร่งแน่นเหนียวกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั่วไป มันเป็นคนละพวก ที่เราจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

ผลจากการที่มีโลกทรรศน์แบบนี้ ทำให้นักวิ่งหูเบาเสียประโยชน์จากการได้อานิสงส์ของร่างกายที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แทนที่จะได้ไต่ระดับเพิ่มความฟิตเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อรุกคืบยึดคืนภาวะสุขภาพที่ถูกอายุและกาลเวลายืดไปกลับคืนมา กลายเป็นเดินตามหลังพวกประชากรเฉลี่ยอย่างเซื่องๆ

สิ่งที่ผู้เขียนได้ยินเสมอก็คือคำเตือนของเพื่อนชมรมวัยทองที่หวังดีไม่อยาก ให้ผู้เขียนสิ้นชีวิตตามนักวิ่งที่ตายคาสนามไปเมื่อไม่นานมานี้ ที่พวกเขาเห็นผู้เขียนวิ่งเทมโปได้เป็นชั่วโมง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เห็นก็คือ แฟ้มประวัติการวิ่งและการฝึกตลอด 20 ปีที่ผ่านมาของผู้เขียนที่ผ่านอะไรมาบ้าง และประวัติความบาดเจ็บจากการวิ่งที่ไม่เคยเจ็บเลยมา 16 ปีแล้ว ดู เหมือนสิ่งที่เขาพิจารณาสิ่งเดียวคืออายุกับจำนวนความหงอกขาวของเส้นผมที่ นิยามว่าบุคคลเมื่ออาวุโสแล้วต้องมีระดับความฟิตที่เสมอกันหมด

พวกเราเป็นกันอย่างนี้หรือไม่ พวกเราที่ยังวิ่งกันอยู่ เราเข้าใจเป้าหมายวิ่งได้ตรงตามตัวของตัวเองหรือไม่ เรากล้ายอมรับออกมาตรงๆเพื่อจัดสรรหาทรัพยากรที่ขาดแคลนหรือไม่ พวกเรามีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสรีระมนุษย์เราขนาดไหน เราเชื่อว่าเพดานของศักยภาพมนุษย์มีจำกัดแค่ไหน สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวก็คือเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าความเชื่อที่คุณเลือกเชื่อถือชุดใด ที่จะค้ำจุนและนำพาสุขภาวะและความสมบูรณ์พูนสุขเท่าที่กำลังศักยภาพที่มีอยู่จะเกื้อหนุนให้ตนเองในฐานะที่เกิดมาครั้งหนึ่ง จะไปให้อุดมที่สุดเท่าที่จะทำได้.

11.40 น.
7 ธันวาคม 2553

7 ธันวาคม 2553


พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)