Life would be dull and colourless but for the obstacles that we have to overcome and the fights that we have to win
Jawaharlal Nehru
First prime minister of India

อุลตร้ามาราธอน

กฤตย์ ทองคง

นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะได้เขียนไว้มาตั้งนานแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังก็ยังไม่ได้เขียนเรื่อยมา เหตุผลประการหนึ่งก็คือ ไม่ค่อยมีสนามที่ไกลขนาดนี้ให้วิ่ง บ้านเรานานๆทีจัดที ไม่บ่อยเหมือนระยะมาราธอน ผู้เขียนจึงใช้เวลาและความพยายามไปค้นหาเรียบเรียงเรื่องอื่นไปก่อน

แล้วคราวนี้เป็นอย่างไรถึงเขียนขึ้นมาได้ ก็เพราะไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่คิดจะเขียนก็ไม่ทันฝึก เพราะกว่าจะแพร่ออกไป มันก็ไม่ทันตามกำหนดในโบรชัวร์ เป็นอย่างนี้เสมอ วัฒนธรรมการเตรียมงานของผู้จัดต่างประเทศเขาเตรียมนานข้ามปี งานก็ออกมาดี บ้านเรา โบรชัวร์ออกก่อนเป็นแค่ไม่กี่เดือนหรือกี่สัปดาห์ อย่างนี้จะไปฝึกเพื่อให้ทันอะไรได้ ก็แค่เรียวแผนฝึกลงและคาร์โบโหลดเท่านั้นแหละนาย แล้วไปตายเอาดาบหน้า หวังอะไรมากกว่านี้เห็นจะไม่ได้

การวิ่งอุลตร้าเป็นอะไรที่พิเศษจริงๆ จำเพาะแผนฝึกก็ต้องอนุญาตให้ร่างกายได้เรียนรู้เติบโตและซึมซับนานกว่าการฝึกระยะอื่นๆเยอะ นี้จึงอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนไม่เลือกที่จะฝึกเพื่อความชำนาญระยะไกลพิเศษนี้ นักวิ่งต้องค่อยๆปรับตัวให้เคยชินกับการวิ่งช้า วิ่งนาน วิ่งไกลให้ได้ ในการนี้ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ต้องสูญเสียความสามารถทำความเร็วไปด้วย อันเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวิ่งระยะอื่น เช่น 10 ก.ม. หรือ 21 ก.ม. เป็นต้น กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ เมื่อนักวิ่งอุลตร้าไปวิ่งสนาม 10 ก.ม.แล้ว หลังเส้นชัยจะพบว่ายังมีแรงและสามารถไปต่อได้ แต่ในขณะกลางทางกลับเร่งไม่ขึ้น ครางว่าอืดเสียไม่มี


กว่าจะเข้าแผนฝึกอุลตร้านี้ เราคงต้องมีอะไรที่ต้องคุยกันก่อนพอสมควร สำหรับรายที่อยากลงอุลตร้า คงจะลำบากถ้าจะต้องตอบคำถามว่า “ลงทำไม” เอาเป็นว่า ใครมีเป้าหมายมาวิ่งเพื่อสุขภาพล่ะก็ ขอให้ทราบไว้ว้า การลงอุลตร้า เป็นการทำลายสุขภาพนะครับ ไม่ใช่เสริมสร้าง เมื่อกล่าวมาถึงขั้นนี้ คงมีเพื่อนนักวิ่งที่ชอบอุลตร้าอยากจะเถียงขึ้นมา ครับ.. ผู้เขียนเข้าใจ แต่ก็ต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ถ้าว่าเพื่อสุขภาพล่ะก็ การวิ่งวันละ ประมาณ ก.ม. ก็เพียงพอแล้ว อุลตร้ามันเกินไปเยอะเลย จนกลายเป็นการทำลายลง และไม่ใช่ทำลายเพื่อจะสร้างศักยภาพ แต่มันทำลายมากเกินระดับกระตุ้นฟื้นตัวตามปกติอีกด้วย และร่างกายก็ต้องการการฟื้นตัวนานแบบอุลตร้าอีกด้วยเช่นกัน ขอตราตรงนี้ไว้ให้ชัด

แต่ถ้าจะตอบว่านานๆทีการที่ได้วิ่งอุลตร้าสักครั้ง จะไปมีผลกระตุ้นปัจจัยด้าน Psychological Factors ให้ได้รสชาติ เปิดโอกาสให้ผู้วิ่งได้เรียนรู้ร่างกายตัวเอง อีกทั้งเป็นความมันกับความโหดขณะวิ่ง ได้คลี่คลายไปเป็นความทรงจำที่สนุกสนานได้ในภายหลังอย่างนี้ เป็นอะไรที่พอยอมรับได้และน่าสนับสนุนและลิ้มลอง

แต่เนื่องจากมันหนักเหลือเกิน จึงมีแนวโน้มว่านักวิ่งจะบาดเจ็บจากการลงสนามอุลตร้านี้มากและเป็นไปอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน ดังนั้นสถานะของบทความนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ให้ตัดสินใจกันให้ดีว่า อันตัวฉันอยากลงอุลตร้า อยากลอง อยากรู้ อยากเผชิญความท้าทายหรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียกว่าเป็นไปตามความตัดสินใจที่ใช้เวลาไตร่ตรองด้วยตนเองนานพอสมควร ไม่ใช่ไปตามคำชักชวนหรือน้ำหนักเหตุผลที่เบาหวิว โดยปราศจากความรู้เท่าทันว่ามัน(อุลตร้า)ได้กระทำผลอันใดเกิดกับนักวิ่งรุ่นพี่ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา

กาลครั้งหนึ่งนานพอสมควร เพื่อนนักวิ่งแนวหน้ารุ่น 40 รายหนึ่ง เป็นแชมป์ในละแวกบ้านของเรา แม้กระทั่งเขตกลางที่ยาก ก็ยังเคยแหยมไปติดอันดับกับเขามาอยู่เนืองๆ

หลังจากเข้าเส้นในการแข่งขันร้อยโล โดยปราศจากการเดินแม้แต่น้อย ได้เวลาที่ดีมากๆ อันดับไม่ต้องพูดถึง น่าปลาบปลื้มชื่นชม ต้องเข้าแอตมิต นอนรับน้ำเกลือในโรงพยาบาลอยู่เป็นวันๆ และหลังจากนั้นฝีเท้าทุกระยะของเขาก็ร่วงลงมาติดพื้น ไม่ว่า 10หรือ 21 ก.ม. ที่เขาชำนาญก็ถดถอยลงหมด เวลาในสนามแข่งต่างๆภายหลังวูบลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปรากฏว่าบาดเจ็บที่ตรงไหนชัดเจน เอาเป็นว่าวิ่งแทบไม่ได้ก็แล้วกัน หยุดพักวิ่งนานเป็นปีก็ยังไม่ฟื้น (Chronic Fatique Syndrome) กลับมาทีอายุ 50 ผ่านไป ปีเต็ม ค่อยมาฝึกใหม่ เอ่ยมาไม่มีใครจำได้แล้ว ความยิ่งใหญ่ในอดีต กลายเป็นน้องใหม่ หายเท่ไปเลย


นี่มิใช่ชะตากรรมเดียวของอุลตร้า ส่วนที่ Unrecord ก็มีไม่น้อย การกระทำตัวผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความห่ามใจถึงหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันจะฆ่าเราอย่างเลือดเย็น ผู้เขียนจึงเห็นคุณค่าของการเขียนเรื่องอุลตร้าก็ตรงนี้เป็นประการสำคัญ ใครที่อ่านจะได้เตรียมตัวได้ถูก ให้ตระหนักไว้ว่า เรากำลังจะไปเผชิญกับยักษ์ใหญ่ จะได้ตระเตรียมหยิบจับฉับฉวยไม้หน้าสามให้มันทะมัดทะแมง ไม่ใช่เย็นใจ เอาไม้เรียวก้านมะยมเหน็บติดเอวไปกระจุกหนึ่ง ให้เป็นที่น่าเวทนาและสงสาร เมื่อวันพิพากษามาถึง

เอาล่ะครับ เริ่มขยับเข้าใกล้เรื่องเข้ามาแล้วว่า คำแนะนำประการแรกที่ผู้เขียนแนะนำทุกคนก็คือ “อย่าลงสนามอุลตร้ามาราธอนถ้าคุณไม่พร้อมอย่างเด็ดขาด” สั้นๆกระชับได้ใจความ เอาอีกที “อย่าลงสนาม ถ้าไม่พร้อม ผู้เขียนเตือนแล้วนะครับ ถ้าลงต้องปรับระดับความคาดหวังใหม่

ทีนี้ใครตัดสินใจจะลง ต่อไปก็คือจะวิ่งอย่างไร จะฝึกอย่างไร นี่คือตอนต่อไป

ข้อควรคำนึงประการแรก

เริ่มตั้งแต่เป้าหมายวิ่งกันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสนาม 100 โล หรือสนาม 24 ช.ม. หรืออื่นๆก็ตาม ผู้เขียนอยากจะชวนให้เราถามตัวเองว่า สมควรอยู่หรือที่จะวิ่งตามโจทย์ที่ผู้จัดให้มาว่า


  • 1. ในระยะ 100 โล นี่ฉันจะวิ่งถึงหรือเปล่า ที่จะนำพาลากไปสู่ข้อสรุปของคนใจถึงไม่กลัวตายว่า ฉันจะพยายามให้ถึง 100 โล ให้ได้ ตรรกแบบนี้พลาดกันมาเยอะแล้ว
  • 2. ใน 24 ช.ม.นี้ ฉันจะวิ่งได้ตลอดครบถึงชั่วโมงสุดท้ายหรือไม่ นี่ก็เหมือนกันที่เป็นคำถามจูงใจตัวเองให้พยายามวิ่งให้ครบ 24 ช.ม. ให้จงได้ นี่ก็เป็นเหตุผล นรกอีกข้อหนึ่ง
    ถ้าคิดอย่างนี้จะเท่ากับหาหนทางเดินที่ลำบากเปล่าๆ ถ้าฉลาดหน่อย ให้ถอยฝันออกมานิด ถอนโจทย์ออกมาหน่อย ลองดูอย่างนี้ไหม


“เนื่องจากฉันเคยซ้อมได้ยาวที่สุดก็แค่ 40 โล เท่านั้นเอง นั่นก็แทบจะทำให้ตัวฉันละลาย ดังนั้นอย่างดี ฉันก็คงไปได้ราว 60 โล แต่อย่างไรก็ตามถ้าหลังจากเถลือกไถลไปสัก 70 โล ก็คงทำให้ฉันพอใจมาก ดังนั้นฉันจึงกะเอาไว้ว่า เมื่อถึง 70 โล แล้ว ฉันก็จะยุติการวิ่ง โดยไม่สนใจว่าจะเหลือระยะอีกเท่าไร จะตกถ้วยตกเหรียญ ฉันก็ไม่สนใจ เอาร่างกายตัวเองไว้ก่อน แค่นี้ฉันก็ถึงเป้าหมายแล้ว”

จ ะ มี ใ ค ร สั ก กี่ ค น ที่ คิ ด ไ ด้ อ ย่ า ง นี้

ติ้ดต่างว่า คุณเคยวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดที่ 4:30 ถ้าในสนาม 24 ช.ม. ผู้เขียนอยากชวนคุณลองคาดเดาตนเองว่าในชั่วโมงที่ ซิว่า ตัวคุณจะเป็นอย่างไร ในเมื่อขนาดจบมาราธอนที่ ช.ม.เศษ คุณยังชอกช้ำและเมื่อยล้าขนาดนั้น แล้วถ้าป็น ช.ม.ที่ จะขนาดไหน ยังไม่จบครับ และเมื่อ ช.ม.ที่ 15 อีกเล่า เรายังจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผู้เขียนเดาถูกว่าใครๆก็ต้องตอบว่าได้แค่ไหนแค่นั้น แต่ประเด็นที่น่าใคร่ครวญอีกนิดหนึ่งก็คือ จะมีวิธีวิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไปหรือไม่ที่จะสงวนพลังงานให้ไปได้นานได้ไกลกว่านี้ ในขณะที่ใช้ความพยายามเท่าเดิม และอยากทราบว่ามันจะมีวิธีเรียกศักยภาพนี้ออกมาใช้ได้อย่างไรกัน โดยไม่บาดเจ็บและเสียหายในระยะยาวกับชีวิต

ยุทธวิธีทั้งซ้อมและวันจริงที่จะสงวนพลังงานของคุณให้ไปได้ไกลที่สุด โดยประยุกต์มาจากแผน Run-Walk program ของ Jeff Galloway

วันจริง

เป็นที่แน่ชัดว่า แทบจะไม่มีใครที่วิ่งได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยไม่หยุดพักเลย ดังนั้นเรามีอยู่ หนทาง คือ หยุดวิ่งเสียก่อนนี้หนึ่ง ก่อนที่มันจะหยุดเรา นี้เป็นอีกหนึ่ง
ผู้ เ ขี ย น ข อ เ ส น อ แ ผ น วิ่ ง ดั ง นี้

ช่วงพัก

ไม่ใช่ให้เดิน แต่หยุดครับ จะนั่งก็ได้ นอนก็ดี ถอดรองเท้าและถุงเท้าออก เอาเท้าพาดที่สูง เอนกายพัก เอาผ้าชื้นๆคลุมเท้าและเป่าพัดลม ถ้าได้อาบน้ำด้วยจะดีมาก กินและดื่มตามสบาย โดยไม่พยายามให้อิ่ม แค่อย่าให้โหย จะนอนหลับก็ไม่มีปัญหา คอยให้พี่เลี้ยงปลุกเมื่อครบราว 10 นาที ลุกขึ้นเปลี่ยนชุดวิ่งใหม่และแห้งทั้งชั้นในและนอก แล้ววิ่งต่อ
ดังนั้นเพื่อผลที่ดีที่สุด ผู้เขียนอยากให้คุณเตรียมสถานีพักของคุณไปเอง จัดหาสิ่งที่คุณพึงพอใจด้วยตนเอง เต็นท์ส่วนกลางดีอย่างไรเขาก็จัดเพื่อคนส่วนใหญ่ คงไม่มีอะไรที่จำเพาะเจาะจงได้เหมือนของเราเอง คนของเราที่เอาไปน่าจะมีสองคน เพื่อ Stand by กับเรา ตลอด 24 ช.ม.ถ้าเป็นไปได้ แต่ ณ เวลาที่เขียนนี้ ผู้เขียนก็ไม่ทราบกติกาว่ากรรมการจะอนุญาต ให้คุณเตรียมจุดพักของตนเองหรือไม่ หรือจะต้องเป็นเต็นท์กลางเท่านั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องเพิ่มความยากลำบากให้กับผู้วิ่งขึ้นบ้างที่จะต้องปรับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ให้เข้ากับสิ่งที่ผู้จัดบริการอยู่


เมื่อกล่าวอย่างนี้ ใครๆก็บอกว่า ให้หยุดพักนานถึง 10 นาที ก็จะเสียระยะมาก ให้ใจเย็นๆครับ เสียระยะตอนต้น แค่นี้เป็นเรื่องจิ๊บจ้อยไปเลย แต่เราจะรีบไปทำไม ในเมื่อมีเวลาตั้ง 24 ช.ม. ที่เราจะแขวนนวมในช.ม.ที่ หรือครับ แล้วอีก 16 ช.ม.เล่าจะทิ้งไปเปล่าๆหรือ ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าหยุดพักตามแผน 30/10 อย่างนี้ตั้งแต่ต้น คุณน่าจะวิ่งได้ทั้งวันทั้งคืน คุณจะกู้ระยะคืนมาจากต้น คืบระยะกลางเข้ามา และแซงอีกเพียบในระยะท้ายการแข่งขัน ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณยังสามารถขยับแข้งขยับขาและวิ่งต่อไปได้โดยไม่ทรมานมากนัก ในชั่วโมงที่ 20 ในขณะที่พวกเขาส่วนมากหยุดไปตั้งแต่ครึ่งวันแล้ว แบบเลิกไปเลย และอีกพวกนึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดิน


สมมุติว่า ช่วงเดิน 30 นาที กับช่วงพัก 10 นาที รวมกันเท่ากับ ชุด ที่ 40 นาที ในทั้ง 24 ช.ม. ที่ผู้จัดอนุญาตจะมีอยู่ 36 ชุด โจทย์ที่คุณต้องทำให้ได้ คุณเพียงแต่วิ่ง 30/10 อยู่ 36 ครั้งเท่านั้น แต่ข้อสำคัญต้องทำแผนนี้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ทำเมื่อหมดแรง แล้วตอนนั้นมันสายเกินไป เมื่อเริ่มวิ่งไปได้เพียงแค่ 30 นาที คุณก็พักแล้ว ปล่อยให้เขาทิ้งคุณไป เป็น 10 โล 20 โล เลย รับประกันคืนระยะได้แน่นอนครับ อย่านึกโลภมากเป็นอันขาดว่าให้เมื่อยก่อนค่อยพัก ผิดเต็มประตูครับ ต้องทำใจให้ได้

อนึ่ง จากความรู้ทางเวชศาสตร์การกีฬาที่ได้วิจัยและทดลองมาพบว่า การออกกำลังชนิด “อึด” (Endurance) ทั้งหลาย นักกีฬามีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บเมื่อฝึกวิ่งเลยระยะเวลา 2-3 ช.ม. ขึ้นไป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมาก ดังนั้นแม้จะวิ่งไม่เร็ว แต่การซ้อมที่ต้องต่อเนื่องยาวนานขนาดนั้น ก็จะต้องจัดเป็นอะไรที่โหดพอดู อีกทั้งผู้วิ่งยังจะต้องสังเกตอาการตลอดเวลา และแสวงหากลยุทธส่วนตัวที่ได้ผลกับตัวของตัวเองในการสงวนพลังงานและจัดการลง Stress ต่อร่างกายให้ต่ำที่สุด ที่เน้นความไวของสัญชาติญาณรับรู้จากตัวของนักกีฬาเองเป็นอันดับแรก คำแนะนำของโค้ชเป็นแค่หลักๆเท่านั้น


อีกทั้งผู้ที่ลงแข่ง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่ถูกบ่มเพาะมาจากสนามมาราธอนพอสมควร รู้จักกลวิธีข้ามผ่านพ้นการชนกำแพงมาแล้ว มีความเก๋าพอตัว มีอายุราชการวิ่งไม่น่าจะต่ำกว่า ปี เป็นวัยที่น่าจะเกิน 25 ปีแล้ว และต่ำกว่า 20 ปี นั้นไม่ควรเป็นอันขาด งานนี้รุ่นทั่วไปควรจะเป็นกลุ่มอายุ 30-40 ปี ไม่ใช่ 20-29 ปี

กระนั้นก็ตาม แต่ละคน ก็ยังมีระดับการรับรู้ที่ต่างกันออกไป บางคน เจ็บแล้วจำ สรุปบทเรียนได้เร็ว บางคนซ้ำซาก ไม่ยอมเรียนรู้สักที ผิดแล้วผิดอีกอยู่นั่น แม้บางครั้งเป็นผู้ที่น่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนที่วิ่งไกลได้ แต่วิ่งทีไร ชนกำแพงทุกที ถ้าใครเป็นอย่างนี้ คุณก็ยังไม่ควรลงอุลตร้าครับ

ถ้าอยากลองเพื่อให้ได้ชื่อว่าเคย ก็เอาเลย แต่ถ้าเพื่อจะวิ่งอุลตร้าให้ได้ดี ชนะและได้อันดับอย่างไม่บาดเจ็บ ควรจะฝึกตลอดทั้งปี และตลอดไป โดยถอนตัวเองออกจากสนาม 10 และ 21 โลทั้งหมด โดยไม่ไปลงแข่ง ในระยะสั้นทั้งหลาย หรือลงอย่างไม่คาดหวังอันดับและความเร็ว ส่วนมาราธอนก็พอลงได้บ้าง แต่อย่าไปคาดหวังกับมันมาก

ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในระดับอุลตร้าอย่างเต็มสุดความสามารถ คุณอาจต้องอุทิศถ้วยรางวัลระยะสั้นลงเป็นจำนวนมาก นี้กล่าวอย่างทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ แชมป์อุลตร้าบ้านเราก็ยังอาจมาจากแนวหน้าเดิมๆ เพราะวงการบ้านเราปราศจากแชมป์อุลตร้าตัวจริงที่ฝึกและฝังตัวในวิถีอุลตร้าแบบต่างประเทศ พวกนี้อย่าว่าแต่จะวิ่งกันเป็นร้อยโลเลย กว่านี้มากนัก ในแต่ละ Match Event หนึ่ง ใช้เวลาวิ่งกันเป็นสัปดาห์ๆ

มีความเป็นจริงของอุลตร้าอยู่ประการหนึ่งที่เอื้อให้นักวิ่งหญิงน่าจะลงอุลตร้า ก็คือ ความเชื่อ(ที่มีผลวิจัยสนับสนุนพอสมควร) ว่าหญิงนั้นอึดกว่าชาย โดยระยะที่ยาวไกลเพียงใด จะพบความแตกต่างระหว่างความสามารถหญิงชายนั้นน้อยลงทุกที อยากให้ลองดูที่นักวิ่งอุลตร้าหญิงรายหนึ่งที่มีความสามารถน่าสนใจวิ่งเป็นตัวหนึ่งในห้าอันดับของโลกเป็นประจำ โอเวอร์ออลเสียด้วย คือ คุณป้าแอนน์ เทรสัน ปีนี้(2548) แกก็เข้า 44 ขวบแล้ว ป้าชอบอุลตร้า ป้าไม่เคยลงสั้นเลย รู้สึกว่ามาราธอนป้าก็ไม่ลงด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นยาวมากล่ะก็ ผู้ชายแกร่งๆโดนแกเสียบตายมาเยอะแล้ว

ที่กล่าวว่า บ้านเราแชมป์อุลตร้าอาจมาจากแนวหน้าระยะอื่น ไม่ใช่แชมป์ขาอุลตร้าเลย เพราะนักวิ่งอุลตร้าบ้านเราไม่มีมาก และตัวแนวหน้าอุลตร้าต่างประเทศก็คงไม่มาบ้านเรา ก็เลยแข่งกันเอง นักวิ่งอุลตร้าไทยจึงมีจุดอ่อนกันคนละนิดละหน่อย ก็เลยแบ่งรางวัลกันไปตามสภาพ

คำแนะนำทั้งซ้อมและแข่ง ผู้เขียนขอกล่าวอย่างรวมๆกันไป ดังนี้


  • 1. การซ้อมยาว ควรจะจัดให้มีการเดินสลับด้วย โดยอาจมีสัดส่วนที่ต่างจากวันจริงก็ได้ แต่ควรจัดให้มีไว้ พยายามจัดสภาพการณ์ให้ร่างกายเรียนรู้ แพทเทริน์แบบ “วิ่ง-พัก-กิน-วิ่ง” ให้ได้
  • 2. ต้องพยายามหาสิ่งที่น่าสนใจเพื่อเอาใจเข้าเข้าไปใส่ ไม่งั้นความคิดเลวร้ายจะเข้ามาสิงสู่ Mental Strength มีค่าพอๆกับ Physical Strength
  • 3. คิดอะไรๆ ในเทอมของเวลาแทนระยะทาง
  • 4. พวกเราเกือบทุกคนที่ลงแข่ง ล้วนมีจุดอ่อนตรงกันเกือบทุกรายคือ เงื่อนไขเวลาที่หาซ้อมไม่ได้มากที่สุด
  • 5. แม้ว่าหัวใจของการเตรียมความพร้อมอุลตร้าคือการวิ่งยาวที่ยาวจริงๆ แต่ยิ่งยาวยิ่งเข้าป่าไปเลย ดังนั้นเพื่อให้ได้ยาวจริงๆในวันสำคัญนี้ วันธรรมดาจึงต้องเบาจริงๆ
  • 6. วิ่งยาว มันต่างกันที่ระดับความสามารถ ที่ผู้อ่านเก่งที่สุดกับผู้อ่านที่อ่อนที่สุดจะอยู่ไกลกันมาก แต่จะเหมือนกันหมด คือ ต้องค่อยๆไต่มาจากความสามารถระยะที่ตัวเองเคยยาวที่สุดได้ ในคาบระยะเวลาที่มีอยู่ ยิ่งนานยิ่งดี แต่มักจะถูกจำกัดในเงื่อนไขเวลาอย่างที่กล่าว และต้องเหลือการเรียวแผนลงเหมือนอย่างการแข่งขันทุกชนิดราว สัปดาห์ด้วยเช่นกัน
  • 7. มีแชมป์บางรายฝึกยาวจริงๆที่ 50-80 โล สัปดาห์ละครั้ง และ วันที่เหลือออกถนนราว 10-20 โล กล่าวอย่างนี้ น้องๆที่อยากลงอุลตร้าหน้าใหม่หน้าเบ้เป็นแถว กล่าวอย่างที่ใช้สามัญสำนึกที่สุด ก็ต้องเอาของเขาเป็นแนวทางแล้วเอาไปลดทอน จำนวนระยะทางลง แล้วอาจจะต้องเพิ่มวันพักเป็นหยุดสัก วันด้วย
  • 8. แชมป์บางรายแนะนำให้วิ่งยาวมากกว่าหนึ่งวันในสัปดาห์ แต่จะเป็นแบบแซนด์วิชหรือไม่ก็ยังแตกต่างกันไปตามคำแนะนำ เป็นแซนด์วิชเพราะจะต้องสอนให้ร่างกายเคยชินกับความกดดันเมื่อยล้ากับระยะโหดเหมือนจริง แต่สำหรับคำแนะนำที่ให้วางการวิ่งยาววางไว้ห่างกัน ก็เพราะความระมัดระวังว่ากลัวผู้วิ่งจะเดี้ยงเสียก่อน นับว่าเมคเซ้นท์ทั้งคู่ แล้วแต่ว่าผู้อ่านจะเชื่อแบบไหน แต่ถ้าใครบอกว่า “ยาวเดียวกูก็จะตายอยู่แล้ว” ก็ให้ค่อยๆเพิ่มจากยาววันเดียวเป็นยาวหนึ่งวันครึ่งก่อนที่จะเป็นสองวันเมื่อผ่านการแช่เย็นไปนานๆ และก็ขยับจากสองวันยาวเป็นสองวันยาวครึ่งขึ้นไปอีกก็นับว่ายิ่งดี อย่างนี้เป็นต้น อ่านแล้วพยายามอย่างงนะที่รัก และไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน ก็เห็นพ้องตรงกันหมดว่าให้ลดวันธรรมดาที่น้อยให้น้อยลงไปอีก
  • 9. ขณะซ้อม ให้ลองทดสอบถามตนเองไปเรื่อยๆขณะทำระยะทางที่คืบหน้าขึ้นไปเรื่อยๆว่า วันจริงเราจะเน้นรองเท้าคู่ใดมากเป็นพิเศษ หรือจะเลือกทั้งสองสามคู่นั้นเลย ระยะโหดอย่างนั้น เท้าและขาเรา คงไม่อยู่ในสภาพที่ทรงความคงที่อยู่ได้ตลอดเส้นทาง จำต้องล้าหรืออาจเจ็บบ้าง แล้วเราจะไปโทษที่มันเป็นเพราะคุณสมบัติคู่นั้นมันบางมันหนา หรือมันหนักเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ไม่ว่าคู่ไหน เราก็ต้องเจอปัญหาอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่แล้วหรือไม่
  • 10. บางทีเงื่อนไขที่จะทำให้วิ่งดีหรือไม่ อาจไม่ได้อยู่ที่วันซ้อมมากเท่ากับการซ้อมแบบระยะอื่นๆ เพราะทุกคนตรงกันหมดว่า หาเวลาซ้อมไม่ค่อยได้ที่ต้องนานต่อเนื่องขนาดนั้น ใครเล่าที่จะมีเวลาขนาดนั้น เจ้านายคนไหนที่ยังจะยอมจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างที่ต้องวิ่งวันละ 3-4 ช.ม. เพื่อไปนั่งสัปหงกในที่ทำงาน



ถ้าเงื่อนไขเป็นเช่นนี้ละก็ ปัจจัยน่าจะอยู่ที่ใครลงมือทำกลยุทธวิ่งสลับพัก เช่นสูตรวิ่ง 30/10 อย่างที่แนะนำไปตั้งแต่ต้น

แต่ทั้งนี้ให้เป็นไปอย่างสังเกตตัวเอง หากซ้อมมาดี มั่นใจ แต่วันจริงหากเกิดไม่เป็นไปตามแผนการณ์ ซึ่งย่อมมีทางเป็นไปได้เสมอ อยากให้ผู้วิ่งใช้สามัญสำนึกและเหตุผลให้มาก ยุติการวิ่งด้วยใจสมัครของตัวคุณเอง อย่าลืมสุขภาพและร่างกายไว้ก่อนอื่นใด เราต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์เอาไว้ไปวิ่งต่อจนแก่ข้างหน้า ไม่ใช่สนามอุลตร้านี้เป็นสนามสุดท้าย

หลักการกินในสนามอุลตร้า

  • 1. จงกินในสิ่งที่คุณต้องการ แม้เราจะจัดเตรียมสิ่งของที่ชอบไป แต่อาจรู้สึกไม่อยากกินในขณะวิ่งนั้นก็เป็นไปได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกิน ให้ไปกินของอย่างอื่นแทน และน่าจะดีกว่าด้วย ธรรมชาติมหัศจรรย์ มันให้ความรู้สึกมนุษย์มาที่จะสะท้อนถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติ (นี่คือข้อพิจารณาสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีและเป็นปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วย และไม่ใช่ผู้ที่มีธาตุต่างๆขาดความสมดุล
  • 2. กินให้น้อย แต่กินบ่อย ของแน่ ค่อนข้างชัด พวกเราก็เคยได้ยินกันมานานแล้ว
  • 3. หลังจากพักในช่วง 10 นาทีนั้นแล้ว เราอาจรับอาหารไปบ้าง ให้ออกสตาร์ทด้วยการเดินก่อน แล้วปรับเป็นวิ่งอย่างช้า แล้วค่อยๆตบความเร็วเข้า Pace ปกติที่ต้องการ อย่าออกวิ่งเลย
  • 4. ถ้าเลือกที่จะกินขณะวิ่ง ผู้เขียนแนะนำว่าให้กินขณะเดินดีกว่า เราควรปรานีระบบย่อยอาหารด้วย เช่นกันที่เราควรปรานีต่อขาของเรา เพราะถ้าระบบย่อยดังกล่าวมันผิดสำแดง และประท้วงอะไรออกมา ก็ต้องถือเป็นความผิดพลาดอย่างมาก และอาจนำความเสียหายได้ ดังนั้น เดินแล้วกินก็แล้วกัน แต่อย่าลืมว่า แม้จะหยุดเพื่อกิน ก็มิได้เสียเวลาไปมากมายอะไร เพราะเวลาในอุลตร้ามีเหลือเฟือ แต่พละกำลังนี่ซิมีจำกัด 


  • 5. ระหว่างอาหารเย็นกับอาหารร้อน อาหารที่เย็นจะช่วยให้กินได้มากกว่าอาหารร้อน ดังนั้นให้คุณเลือกกำหนดเอาเองว่า ร้อนหรือเย็น ที่สัมพันธ์กับปริมาณที่คุณเลือกรับว่ามากหรือน้อย
  • 6. ถ้ารอจนกว่าหิวค่อยกิน คือ สายเกินไป และ ถ้ารอจนกว่ากระหายค่อยดื่ม คือ สายเกินไป อีกเช่นกันครับ
  • 7. ถ้าคุณเคยผ่านการรับคาร์โบไฮเดรตเหลวมาแล้ว (เป็นเครื่องดื่มจากต่างประเทศ) ก็รับได้ และจะมีความเสี่ยงน้อยที่จะจุก แต่คนไทยส่วนมากยังไม่เคย เพราะหาไม่ได้ ก็อย่าทดลองในวันจริงถ้าเกินมีใครเสนอให้ คุณจะผิดสำแดงโดยง่าย 
  • 8. การกินคำสลับกับการดื่มอึก เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้ามเราทำสมัยที่เป็นเด็กๆ แต่สำหรับสถานการณ์นี้ กลับกันครับ ดีมาก เพราะมันจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายเข้า และลงตัวที่สุด
  • 9. น้ำ เป็นสิ่งสำคัญมากในอุลตร้า อยากให้เรารักษาภาวะความสมดุลน้ำให้ดีที่สุดที่ไม่น้อยหรือมากเกินไป ด้วยการเอาตาชั่งไปด้วยกับข้าวของที่เตรียม ป้องกันภาวะ Dehydrate และ Overhydrate ทั้งสองด้าน เรื่องนี้ผู้เขียนไม่มองว่า “เรื่องมาก” ภาวการณ์ขาดน้ำ ในสถานการณ์แข่งขันอย่างนี้ ไม่สามารถใช้ความอยากต้องการตามธรรมชาติเป็นตัวช่วยให้เราปรับตัวได้ทันการณ์ และความคลาดเคลื่อนจากความสมดุลน้ำ นี้มีอันตรายถึงชีวิต อย่างนี้ ไม่ “มากเรื่อง” แน่ครับ ถ้าพกเอาครกเตรียมไปด้วย แล้วมันช่วยชีวิตได้ ก็เอาเต้นท์กลางของผู้จัด ต้องมีตาชั่งอย่างเด็ดขาด ถ้าไม่มี ถือได้เลยว่า จัดบกพร่อง 
  • 10. ควรเริ่มคาร์โบโหลดที่ราว 4-5 วัน ก่อนแข่ง และไม่จำเป็นที่ต้องโหลดนานกว่านี้ เพราะหากโหลดไปร่างกายก็ไม่รับ มันมีลิมิตของมันอยู่ เคยมีการทดลองโหลดแล้ว พบว่านักกีฬาขี้หมด ร่างกายพยายามปรับความสมดุลให้องคาพยพ โดยถ่ายเทสารอาหารออกเป็นของเสีย ผู้เข้ารับการทดลองได้รับสารอาหารกลัยโคเจนสต็อกไว้ เท่าเทียมกับผู้โหลดตามปกติ สรุปว่า โหลดมากหรือโหลดปกติ ก็พอกัน
  • 11. การเตรียมตัวเผื่อปัญหาท้องไส้ผิดปกติ ในรูปแบบรับมือต่างๆ นับว่าเป็นความฉลาด เพราะเป็นระยะที่ไกลมาก อาจเกิดอะไรๆที่ไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ
  • 12. ถ้าเคย ถ้าชอบ ก็รับน้ำอัดลมได้ ถ้าไม่เคย อย่าลอง แต่ควรเป็นช่วงท้ายๆของการแข่งขัน หรือมากกว่าครึ่งหลังน่าจะสบายใจกว่า และแต่น้อยด้วยครับ ถ้าเตรียมอาหารต่างๆมาดี ถ้าผ่านการโหลดดี น้ำอัดลมก็หมดความหมาย เหลือแค่ความชอบเท่านั้น ความจำเป็นไม่มีเลย
  • 13. ว่าด้วยเรื่องระยะทางแข่งขัน กับการกิน

    • 13.1 การแข่งขันที่เสร็จสิ้นต่ำกว่า 60 นาที การกินอาหารที่มีคาร์โบและไขมันระหว่างแข่งขัน ไม่จำเป็นเลย น้ำดีที่สุด
    • 13.2 ถ้าการแข่งขันที่เสร็จสิ้นระหว่าง 60-210 นาที ควรรับคาร์โบไฮเดรตเหลวที่เจือจาง 6-8% ทุก 15 นาที ระหว่างแข่งขัน 5-6 อึก
    • 13.3 ถ้าการแข่งขันเสร็จสิ้นระหว่าง 210-360 นาที ก็ควรรับคาร์โบไฮเดรตเหลวที่เจือจาง 6-8% และ 4% ของ MCTs (Medium Chain Triglyceride) ทุก 15 นาที ระหว่างแข่งขัน 5-6 อึก MCTs. เป็นสปอร์ตดริ้งค์ที่ไม่มีขายในเมืองไทย แต่มีในเมืองนอก ตามร้านที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มันจะก่อผลดูดซึมได้เร็ว และช่วยกระบวนการเผาผลาญอาหารให้เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว และมีประสิทธิภาพ กว่าไขมันปกติ และมีรายงานทางวิทยาศาสตร์จากห้องแหลบระบุว่า MCTs. สามารถปรับปรุงความอึด ในการแข่งขัน ที่นานราว ชั่วโมงครึ่งขึ้นไป
    • 13.4 ถ้าการแข่งขันอยู่ราว ช.ม. ขึ้นไป ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำข้อ 13.3 แต่เติมสารอาหารแข็งอื่นๆเข้าไปด้วย ที่เป็นสารอาหารจริง ต่อสถานการณ์นี้ ไขมันจะไม่ทำให้คุณจุก แต่จะมีสถานะช่วยให้เกิดความสมดุลในการเก็บพลังงานด้วยซ้ำ ถ้าชอบ ขอแนะนำ ชอคโกแลตบาร์ สนีคเกอร์ มาร์ส ขนมเค็ก ถั่วตัด เผือกวน กระยาสารท (ตบน้ำตาม,ขาดไม่ได้) ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ถ้าได้ลองก่อนแข่งในการซ้อมยาวมาแล้วจะดีมาก มั่นใจได้สูง
      เขียนไปอย่างนี้ จะถูกใครหมั่นไส้หรือเปล่าหนอ ว่าแนะนำเครื่องดื่มต่างประเทศ หาซื้อก็ลำบาก ขอบอกว่าเมื่อมีโอกาสเขียน ก็บอกไว้ เป็นทฤษฎีให้พวกเราทราบไว้เฉยๆ ส่วนการปฏิบัติ มันต้องแสวงหาจุดลงตัวจุดใดจุดหนึ่ง ที่เป็นจุดของใครของมันอีกด้วย อย่าว่าแต่ของนอกเลย บางครั้ง คำแนะนำทั่วไปที่สามารถทำได้เลย ยังต้องเอาไปปรับประยุกต์ ให้เข้ากับเงื่อนไขแวดล้อมของแต่ละราย



ถ้าวันจริงมันมีแต่ น้ำ น้ำหวาน ผลไม้ แล้วก็อาหารหนักเลย ดังนั้น อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น ให้กินในสิ่งที่มี และถูกปาก

การที่บอกพวกเราไว้ให้มีความรู้ตุนไว้ พอข้างหน้าอาจมีประโยชน์ที่ไปสอดรับกับเรื่องในอนาคต ก็จะยกระดับการรับรู้ได้เร็วครับ

การวิ่งอุลตร้านี้มีความแตกต่างจากมาราธอนพอสมควร ตรงที่จะมีวัฒนธรรมของอุลตร้าที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเองโดยเฉพาะคือ ที่ไม่เหมือนกับมาราธอน

คุณจะพบผู้คนที่แตกต่างออกไป แม้จะเป็นรายเดิมที่เคยร่วมมาราธอนหรือฮาล์ฟจากสนามอื่น แต่อุลตร้าเราต่างมากันด้วยความคาดหวังที่ต่างออกไป ดังนั้น หน้าเดิมที่เห็นอยู่ จึงให้รสชาติที่แตกต่างออกไปจากเดิม คล้ายๆกับเขาเป็นคนละคนกัน ที่เข้าใจได้ไม่ยากว่า เราต่างมาอุลตร้าด้วยแรงจูงใจที่ไม่เหมือนมาราธอน

และด้วยความแตกต่างและ ระยะไกลที่โหดหินอย่างนี้ พวกเรากลับหลงเสน่ห์มัน ด้วยว่ามันทั้งขมและอร่อย อันไม่สามารถหาได้จากสนามระยะอื่นได้


นักวิ่งระยะอื่นและอาจรวมทั้งนักไม่วิ่งด้วย ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ในเมื่อถ้ามันขมอย่างนี้ มันจะไปอร่อยได้อย่างไร มันก็สุดวิสัยที่คนชื่นชอบชะอมชุบไข่ทอดกับสะตอจิ้มน้ำพริกจะอธิบายว่า มันอร่อยได้อย่างไรนั่นเอง ของอย่างนี้ต้องลองน้องเอ๋ย

ถ้ามาราธอนเป็นสุดยอดแล้วล่ะก็ อุลตร้าเป็นอะไรที่สุดกว่านั้นอีก พวกเขาบรรยายไว้อย่างนี้

เนื่องจากระยะที่มันไกลจัด ขาวิ่งอุลตร้าจึงมาลอง Against themselves rather than against each other.

ผู้ที่ไปได้ดีกับอุลตร้าและอาจได้อันดับ น่าจะเป็นผู้ที่ใฝ่ใจอยู่ในตลอดเส้นทางว่า ทำอย่างไรจึงยังสามารถขยับเขยื้อนร่างกายอยู่ได้เรื่อยๆ อย่างเต็มศักยภาพที่เขามี ด้วยความพยายามอย่างเต็มหัวใจที่จะแสวงหาปัจจัยใดๆที่สนับสนุนให้เป็นอย่างนั้นตลอดเส้นทาง โดยสะกดลดทอนสภาพจิตใจแข่งขันลงให้น้อยที่สุด

เมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุด อุลตร้าจึงเป็นสนามที่เปิดโอกาสให้พวกเราดำดิ่งควานลึกลงหาความสามารถสูงยิ่งทางจิตใจท่ามกลางภาวะกดดันทางร่างกายอย่างยิ่งยวด ที่จะวิ่งไปได้อย่างไม่จบสิ้น

คนเราลงได้ผ่านเตาหลอม ไฟและค้อนช่วยกันขึ้นรูปตัวตนและจิตสำนึกใหม่ ครั้นเมื่อผ่านเหตุการณ์มาแล้ว ได้หวนกลับไปมองมัน คุณจะพบว่า ตาใสขึ้น มีแววมองโลกและชีวิตเป็นไปตามความจริงมากขึ้น โดยสามารถฝ่าข้ามปรากฏการณ์ใดๆที่ฉาบฉวยและฉากหน้าไปได้อย่างไม่ยากเย็น

ใจที่เย็นลงจะช่วยประคับประคองให้ชีวิตคุณอ่อนโยนทั้งต่อตัวเองและ ผู้อื่นที่ยอมให้โอกาสต่างๆที่แสนแปลกประหลาดเข้ามาทดลองกับชีวิตของเรา และไม่ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร ก็คุ้มค่าเสมอ

โอ..ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็ แม้อุลตร้ามันจะทำลายสุขภาพบ้าง ฉันก็ขอเลือกถนนสายโหดนี้ด้วยคน

29 เมษายน 2555


พื้นที่โฆษณา

พื้นที่โฆษณา

ระบบคำนวณความเร็วและฝีเท้า

ระยะทาง : เมตร

เวลา :


ชม.

นาที

วินาที

ความเร็ว (กม./ชม.)
0
ฝีเท้า (นาที/กม.)
0
Ads box
(180x150)